ข่าวประชาสัมพันธ์

ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

เหตุการณ์ที่สำคัญและเกี่ยวกับเมืองขุขันธ์/ประเทศ/เมืองใกล้เคียง จังหวัดขุขันธ์ และอำเภอขุขันธ์ จากอดีตถึงปัจจุบัน

- พ.ศ.1580 (มหาศักราช 959) ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ชื่อเมืองขุขันธ์ ในอดีตสมัยเมืองพระนคร(សម័យអង្គរ)ปรากฎบนจารึกเขาพระวิหาร  เรียกว่า ស្រុកស្តុកគោកខណ៌្ឌ  คลิก
- พ.ศ. 1975 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ( เจ้าสามพระยา) ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวง (นครธม) ในรัชสมัยพระธรรมาโศกราชได้ เพราะอยุธยาถือว่าเป็นญาติสายหนึ่งของเมืองพระนครหลวง  เมื่อมีอำนาจจึงพยายามขยายอำนาจกลับไป แล้วโปรดให้พระนครอินทร์เจ้า พระราชโอรสไปครองเมืองนครหลวงแทนในฐานะเมืองประเทศราช แล้วให้นำพระยาแก้ว พระยาไท พรอมทั้งพระประยูรญาติ เหล่าขุนนาง กับทั้งรูปหล่อพระโค สิงห์ สัตว์ต่าง ๆ กลับมากรุงศรีอยุธยาด้วย ทำให้อิทธิพลของเขมรในด้านการปกครอง ประเพณี ตลอดจนงานศิลปะมาปรากฏชัดในอยุธยาในเวลาต่อมา 

 - พ.ศ 1976 (ตรงกับรัชสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิ-ครั้งที่ 2 แห่งกรุงศรียุธยา เริ่มครองราชพ.ศ.1967 -สิ้นสุดราชกาล พ.ศ.1991 )มีการบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมพระอัยการอาญาหวงห้ามหญิงชาวสยามแต่งงานกับคนต่างด้าว พ.ศ. 1976 ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะในช่วงนั้นคนต่างชาติเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาคงมีการตั้งถิ่นฐานครอบครัวและคลังสินค้ากันในกรุงศรีอยุธยา   จึงเป็นไปได้ที่อาจจะมีหญิงชาวสยามแต่งงานกับคนต่างด้าวบ้าง ด้วยความเป็นห่วงว่าหญิงชาวสยามจะเอาความลับเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองไปแจ้งให้กับสามีคนต่างด้าวทราบ  และเกรงว่าหญิงไทยที่แต่งงานกับคนต่างด้าวและบุตรที่เกิดในภายหลังจะเข้ารีตไปนับถือศาสนาอื่น  จึงมีตรากฎหมายเพิ่มเติมขึ้นมาว่า  “...และไพร่ฟ้าขอบขัณฑเสมาทุกวันนี้ประกอบด้วยราคะโทสะโมหะโลภะ  มิได้กลัวแก่บาปละอายแก่บาป  เห็นนานาประเทศฝารั่ง อังกริด วิลันดา คุลา ชวา มลายู แขก กวย แกว ประกอบด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก และไทมอญวันนี้ ยกลูกสาวหลานสาวให้เป็นเมียมิจฉาทิฐิถือผิดเป็นชอบแล้วละฝ่ายสัมมาทิฏฐิเสีย   แลบุตรอันเกิดมานั้นก็ถือเพศไปตามพ่อและพากันไปสู่อบายภูมิเสีย  แลมันจะเอากิจการบ้านเมืองไปแจ้งแก่นานาประเทศฟัง...จึงมีพระราชโองการ...ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบัญญัติไว้ว่า แต่นี้สืบไปเมื่อหน้าราษฎรข้าแผ่นดินชายหญิงไทยมอญ บมิยำบมิกลัวพระราชอาญาพระราชกำหนดกฎหมาย  เห็นพัสดุเข้าของเงินทองมิจฉาทิฐิอันมาค้าขายแต่นานาประเทศนอกด่านต่างแดน เลยยกลูกสาวหลานสาวให้เป็นเมียฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา ชวา มลายู อันต่างศาสนาและให้เข้ารีตอย่างมิจฉาทิฐินอกศาสนา  ท่านว่าผู้นั้นเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน 

- พ.ศ. 1981 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ( เจ้าสามพระยา) จึงทรงให้รวบรวมหัวเมืองเหนือที่เคยแยกการปกครองเป็นสองเขตนั้น รวมเป็นเขตเดียวกัน แล้วแต่งตั้งพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระราชเทวี (ซึ่งเป็นพระราชธิดาในพระมหาธรรมราชาที่ 2) เป็นสมเด็จพระราเมศวรเจ้า ให้ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกเพื่อกำกับดูแลหัวเมืองเหนือทั้งหมด ทำให้ราชวงศ์พระร่วงหมดอำนาจในปกครองสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยจึงค่อย ๆ ถูกรวมกับกรุงศรีอยุธยา และอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาโดยสมบูรณ์ในที่สุด

- พ.ศ.2013 ภายหลังจากพระเจ้านารายณ์ราชา แห่งเมืองจตุรมุข หรือที่กัมพูชาเรียก ព្រះបាទនារាយណ៍រាជា (ឆ្នាំ១៤៦៣-ឆ្នាំ១៤៦៩) ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ ลงในปี ค.ศ.1469/พ.ศ.2012  พระเจ้าศรีราชา รามาธิบดี หรือ ព្រះបាទស្រីរាជា (ឆ្នាំ១៤៦៩-ឆ្នាំ១៤៨៥)ได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาในปี ค.ศ.1470/พ.ศ. 2013 พระเจ้าศรีราชารามาธิบดี ได้นำทัพออกสงครามเพื่อชิงดินแดนที่เคย อยู่ในการปกครองเดิมของตนคืนจากกรุงศรีอยุธยา  ชิงได้ เมืองตราจ(ตราด) จันทบุรี ระยอง ชลบุรี  สตึงเจริว(ฉะเชิงเทรา) ปัจจิมบุรี(ปราจีนบุรี) นางรอง นครราช(โคราช) บุรีรัมย์ สุรินทร์ และโคกขัณฑ์(ชื่อเมืองขุขันธ์ ในสมัยนั้น) ดังนั้น จึงทำให้เมืองโคกขัณฑ์ ในสมัยนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าศรีราชา รามาธิบดี หรือ ព្រះបាទស្រីរាជា 15 ปี(ระหว่าง พ.ศ. 2013-2028) 

- พ.ศ.2028 – 2047 เมืองโคกขัณฑ์(ชื่อเมืองขุขันธ์ ในสมัยนั้น) อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าธรรมราชา หรือ ព្រះបាទធម្មរាជា (ឆ្នាំ១៤៧៤-ឆ្នាំ១៥០៤)​​ แต่อยู่ในฐานะเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา เป็นระยะเวลา 19 ปี
 
- พ.ศ. 2047 – 2099 เป็นระยะเวลา 52 ปี เมืองโคกขัณฑ์ อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของราชสำนักเขมรกรุงตวลบาสาน – กรุงลงแวก ซึ่งรัชสมัยพระศรีสุคนธบท​แห่งกรุงตวลบาสาน​​(ព្រះស្រីសុគន្ធបទ​ ​ គ.ស.១៥០៤)​ เมื่อ พ.ศ.2048 ก็เปลี่ยนมาเรียกชื่อ “เมืองโคกขัณฑ์”​(គោកខណ្ឌ) เป็น “เมืองโคกขัน” (គោកខាន់) ดังข้อความในประวัติศาสตร์ ข้างล่างนี้

- พ.ศ.2059 - 2109 ราวต้นคริสต์สตวรรษที่ 16 ชาวกรุงละแวกในสมัยพระจันทรชา​ หรือ ព្រះបរមខត្តិយាមហាច័ន្ទរាជា (ឆ្នាំ១៥១៦-១៥៦៦) ก็ยังคงเรียกเมืองขุขันธ์ในอดีตยุคนั้นว่า “โคกขัน”

- พ.ศ. 2099 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ พ.ศ. 1991 – 2031) ทรงยกทัพไปตีเมืองละแวก เมืองโคกขัน จึงอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาตอนต้น อีกครั้ง
-พ.ศ.2106 - 2112 เมืองขุขันธ์ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหัวเมืองปักษ์ใต้ของกรุงศรีอยุธยา ตรงกับสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหินทราธิราช(พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปี พ.ศ. 2106 - 2112) ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งแรก คลิก

- พ.ศ. 2112(เดือน 11) – 2127 เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 สมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช  แก่พระเจ้าบุเรงนอง ราชวงศ์ตองอู แห่งกรุงหงสาวดี ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2112 เดือน 9 พระยาจักรี ให้สัญญาณแก่ทัพกรุงหงสาวดี เข้าตีกรุงศรีอยุธยาและเปิดประตูเมือง ทำให้ทัพพม่าเข้ายึดพระนครสำเร็จ กรุงศรีอยุธยาจึงตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรตองอู ภายใต้อำนาจของกรุงหงสาวดี เป็นระยะเวลา 15 ปี  เมืองโคกขัน เป็นรัฐอิสระ 

-พ.ศ. 2112 - 2133 จารึก K.1006 พบที่กัมพูชา ระบุว่า พระภิกษุจากศรีอยุธยานามว่า พระราชมุนี เดินทางไปนครวัดและไปถึงพนมบาเค็ง ยุคนั้น นครวัดกลายเป็นวัดพุทธ จากที่เคยเรียกว่า พระพิษณุโลก ตามคติฮินดูกลับมาเรียกว่า พระเชตุพน กับ พระเชตไพร พระราชมุนี มาเห็นพระพุทธรูปแขนหัก คอหัก ได้จัดการซ่อมแซม เท่ากับว่าตอนนั้นเป็นวัดพุทธเถรวาท และต่อมาบริเวณชั้น 2 ของนครวัด มีบริเวณที่เรียกว่า พระพัน เกิดจากที่มีคนไปแสวงบุญสักการะทำพระพุทธรูปไปถวายนานเข้าก็มีจำนวนมากนับพันพันองค์ เท่ากับว่านครวัดและเมืองนครธมไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ลดความสำคัญจากเมืองใหญ่กลายเป็นที่จาริกแสวงบุญ ในขณะที่ตัวเมืองย้ายไปทางทิศใต้ คลิก

จารึก k.1006 จารึกด้วยอักษรเขมรโบราณหรือที่ลุ่มเจ้าพระยา
เรียกว่า อักษรขอม แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย
- พ.ศ. 2118 พระยาละแวกยกทัพเรือมายังกรุงศรีอยุธยา คลิก

- พ.ศ. 2127 (เดือน 6 ปีวอก) ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงทำพิธีหลังน้ำประกาศอิสรภาพของกรุงศรีอยุธยาไม่ขึ้นตรงต่อกรุงหงสาวดี ที่เมืองแครง
- พ.ศ. 2137 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงยกทัพไปตีเมืองละแวก เมืองโคกขัน จึงอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาตอนกลางด้วย

- พ.ศ.2302 ตากะจะและเชียงขันธ์ ร่วมกับสหายซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเขมรป่าดงตามจับพระยาช้างเผือกคืนกลับกรุงศรีอยุธยาได้จึงมีความชอบ ตากะจะ ได้รับโปรดเกล้าฯ บรรดาศักดิ์เป็น “หลวงแก้วสุวรรณ” ตำแหน่งนายกองหมู่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ในฐานะรับราชการ ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

- ปี พ.ศ. 2306 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกฐานะชุมชนที่ตั้งบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ขึ้นเป็นเมือง ชื่อว่า  “เมืองขุขันธ์” โดยโปรดเกล้าฯให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ “หลวงแก้วสุวรรณ” เป็น “พระไกร” ในราชทินนาม “พระไกรภักดีศรีนครลำดวน” เปลี่ยนตำแหน่งนายกองหมู่บ้านฯเป็นตำแหน่ง “เจ้าเมืองขุขันธ์” ถือเป็นเจ้าเมือง ขุขันธ์ท่านแรก ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ปราสาทสีเหลี่ยมโคกลำดวน หรือปราสาทกุด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
- พ.ศ. 2319 ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าตากสิน  แห่งกรุงธนบุรี ได้ทำสงครามกับลาว ด้วยเหตุที่เมืองจำปาสักลาวใต้ ได้ร่วมมือกับพระยานางรอง ยกพลเข้ามาทำการกวาดต้อนผู้คนในครัวเรือนที่เคยขึ้นต่อจำปาสัก แต่ต่อมาได้มาขึ้นต่อการปกครองของสยามประเทศในขณะนั้น สร้างความ ไม่พอพระทัยให้พระองค์เป็นอย่างยิ่ง จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจักรี (พระยศในขณะนั้น) ยกทัพไปปราบ จนสามารถจับพระยานางรองประหารชีวิตแล้ว จึงได้ร่วมกับพระยาสุรสีห์ฯ ยกทัพไปตีเมืองลาวใต้ ที่เมืองจำปาสัก เมืองอัตปือแสนปาง และเมืองสีทันดร เมื่อเสร็จศึกแล้วได้กวาดต้อนชาวลาว และเกลี้ยกล่อมชนพื้นเมืองให้มาขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของ เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์และ  เมืองสังขะ เป็นจำนวนมาก

- พ.ศ. 2321 พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) ทรงไม่พอพระทัยในการกระทำของเจ้าสิริบุญสาร เจ้าผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ ที่ได้ให้พระสุโพธิ์ยกกองทัพไปจับพระวอ นำไปประหารชีวิต ถือเป็นการกระด้างกระเดื่อง ไม่ยำเกรงต่อพระราชอำนาจกรุงธนบุรี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาจักรียกทัพไปปราบ โดยมีบัญชาให้ทัพจากเมืองขุขันธ์  เมืองสุรินทร์  และเมืองสังขะ  ยกทัพร่วมทำศึกในครั้งนี้ด้วย  ทัพจากเมืองขุขันธ์ โดยการนำทัพของ “พระไกรภักดีศรีนครลำดวน” (ตากะจะ หรือ หลวงแก้วสุวรรณ) และ “หลวงปราบ”  ผู้ช่วยเมืองขุขันธ์ (เชียงขัน) ในการทำศึกครั้งนี้ใช้เวลา 4 เดือน จึงสามารถชนะศึกและปราบปรามได้ 

- พ.ศ.2325 ตั้งเมืองศีร์ษะเกษ คลิก  

- พ.ศ. 2328 พระรัตนวงศา (ท้าวอุ่น) เจ้าเมืองศีร์ษะเกษท่านที่ 1  ถึงแก่อนิจกรรม  พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พระวิเศษภักดี ( ท้าวชม)  ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองศีร์ษะเกษ เป็นท่านที่ 2 หลังจากท่านรับตำแหน่งได้ไม่นาน  พระวิเศษภักดี (ท้าวชม) ก็ได้ทำการย้ายที่ตั้งเมืองศีร์ษะเกษจาก บ้านโนนสามขา สระกำแพง(สระกำแพงใหญ่) ที่เป็นที่ตั้งเดิมไปตั้ง ณ ที่ตั้งเมืองศีร์ษะเกษในปัจจุบัน

พ.ศ. 2343 พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 1 ทรงดำริถึงเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังขะว่า กองทัพจากเมืองทั้งสามได้ร่วมตามเสด็จในราชการสงครามเคียงบ่าเคียงไหล่กับทัพส่วนกลาง เมื่อครั้งที่พระองค์คุมกองทัพออกทำศึกสงครามมาหลายครั้ง โดยเฉพาะทัพจากเมืองขุขันธ์ เมื่อครั้งที่ยกไปตีลาวที่เมืองเวียงจันทน์  มีความชอบที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสมเกียรติในฐานะเมืองหัวเมืองชั้นนอก ดังนั้นพระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะความสำคัญของเมืองทั้งสาม แม้จะเป็นเมืองชั้นนอกห่างไกลและขึ้นอยู่กับบังคับบัญชาของเมืองพิมาย (เมืองโคราช) มาก่อน ให้ยกเลิกให้เมืองทั้งสาม คือ เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังขะ ปกครองบ้านเมืองโดยมีราชการขึ้นตรงต่อเมืองราชธานีส่วนกลาง คือ กรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมา  ส่วนเมืองศีร์ษะเกษ ในขณะนั้นยังถือว่าเป็นเมืองชั้นนอกขนาดเล็ก ที่แยกออกจากเมืองขุขันธ์ มาเป็นเมืองใหม่ จึงยังให้ทำราชการขึ้นตรงต่อการบังคับบัญชา เมืองนครราชสีมาต่อไปเช่นเดิม คลิก 

พ.ศ. 2368 การพ่ายแพ้สงครามครั้งแรกของพม่า คลิก 

- พ.ศ. 2369 เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ คือ เจ้าอนุวงศ์ ได้กระทำตนตั้งตัวแข็งเมือง โดยได้ยกทัพเข้ายึดเมืองนครราชสีมา  และสั่งให้เจ้าอุปราชโย้ เจ้าเมืองจำปาสัก ยกทัพเข้ามายึดเมืองขุขันธ์ ทำให้ข้าราชการพร้อมกรมการเมืองได้ช่วยกองทัพเมืองขุขันธ์ เข้าต่อสู้ขัดขวางกองกำลังของข้าศึกอย่างเต็มกำลัง แต่เนื่องจากกำลังของกองทัพข้าศึกมีจำนวนมากและเข้มแข็งกว่าทำให้กองทัพจากเมืองขุขันธ์รับมือไม่ไหวต้องพ่ายแพ้ต่อข้าศึกในที่สุด จากเหตุการณ์การเข้ายึดเมืองขุขันธ์ในครั้งนี้ ทำให้พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวบุญจันทร์)  เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ 3 พร้อมด้วยพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ) ปลัดเมืองขุขันธ์ และพระแก้วมนตรี (เทศ) ยกบัตรเมืองขุขันธ์ถูกจับตัวได้  แล้วนำไปประหารชีวิตทั้งหมด ที่บ้านส้มป่อยทำให้เมืองขุขันธ์ในขณะนั้น ต้องขาดผู้ปกครอง  คลิก  

- พ.ศ.2379 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 "เขมรป่าดง" ประกอบด้วย 13 เมือง  คลิก 

- พ.ศ.2385 จีนแพ้อังกฤษ ในสงครามฝิ่น จนทําให้จีนต้องยอมเปิดเมืองท่าเอ้หมิง ฝูโจว หนิงโป และเซี่ยงไฮ้ ตามสนธิสัญญานานกิง

- พ.ศ.2388 แยกพื้นที่เมืองขุขันธ์บางส่วนตั้งเป็นเมืองเดชอุดม คลิก

- พ.ศ. 2402 เดือนเมษายน ร.4 โปรดให้มีตราออกไปเกณฑ์คนเมืองพัตบอง เมืองนครเสียมราฐ เมืองพนมศก ให้พระสุพรรณพิศาลไปรื้อปราสาทผไทตาพรหม แบ่งเป็น 4 ผลัดๆละ 500 คน ระหว่างกำลังรื้ออยู่มีชาวเขมร 300 คนฮือออกจากป่ามาไล่แทงฟันฆ่าพระสุพรรณพิศาล พระวัง บุตรพระสุพรรณพิศาล ตาย 3 คน และไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตร ป่วยเจ็บหลายคน แต่ไม่ทำอันตรายไพร่  คลิก

- พ.ศ. 2410 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ร.4 โปรดเกล้าฯให้พระยาสามภพพ่าย ออกไปถ่ายแบบปราสาทนครวัดมาสร้างจำลองไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่การก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จ ร.4 เสด็จสวรรคตเสียก่อน 
คลิก 

- พ.ศ. 2410 ฝรั่งเศสได้เข้าอารักขาเขมรส่วนนอก

- พ.ศ. 2425 ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพชรพิชัย(หนู หงสกุล) ออกแบบนครวัดจำลอง  และโปรดเกล้าฯให้หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย สร้างหล่อปูนตามแบบจนแล้วเสร็จทันฉลองสมโภชพระนครครบ 100ปี และปรากฏมาจนถึงบัดนี้  คลิก 

- พ.ศ.2424 ตั้งเมืองราษีไศล คลิก

- พ.ศ. 2427 เมืองขุขันธ์ ได้ช้างพังสีประหลาดช้าง๑ ช้างพังตาดำช้าง๑ คลิก

- พ.ศ. 2427 ฝรั่งเศสได้ครอบครองดินแดนญวนทั้งหมด และพร้อมทั้งดําเนินนโยบายที่จะครอบครองดินแดนลาว และเขมรอันเป็นดินแดนประเทศราชของไทย

- พ.ศ.2428  พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ  ให้ตั้งข้าราชการว่าราชการในตำแหน่งข้าหลวงกำกับเมืองบริเวณขุขันธ์ขึ้น  โดยทรงโปรดเกล้าฯ  ข้าหลวงกำกับเมืองบริเวณขุขันธ์คณะแรก  ประกอบด้วย  หลวงเสนีย์พิทักษ์  หลวงนเรนทร์  หลวงโจมพินาศ  และ  หลวงนคร

- พ.ศ. 2428  นี้เช่นเดียวกัน  พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนวางสายโทรเลข  จากเมืองจำปาสัก  ถึงเมืองขุขันธ์  เชื่อมต่อไปถึงเมืองเสียมราฐ  โดยมีบัญชาจาก พระยาอำมาตย์ข้าหลวงใหม่  เมืองจำปาสัก โดยตั้งและมอบหมายให้ ข้าหลวงเมืองขุขันธ์  มีหนังสือบอกแจ้งไปยังเจ้าเมืองขุขันธ์  เจ้าเมืองสังขะ ให้เกณฑ์ไพร่พลไปตัดทางวางสาย  โทรเลขจากเมืองขุขันธ์  ไปยังเมืองอุทุมพรพิสัย  ตลอดไปยังเมืองมโนไพร  ทั้งนี้โดยมีคำสั่งให้  ข้าหลวงพิชัยชาญยุทธ  เป็นข้าหลวงประจำอยู่ที่เมืองมโนไพรด้วย
- พ.ศ. 2430 ภาพแผนที่ที่ตั้งเมืองในอดีตเมื่อ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2430) จากหอจดหมายเหตุ จ.อุบลราชธานี

- พ.ศ. 2433 เมืองขุขันธ์ เป็นหัวเมืองเอก ถูกจัดอยู่ในกองหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 ทรงมีพระราชดําริว่า การปกครองดินแดนหัวเมืองอีสานเท่าที่เป็นอยู่ ยังห่างพระเนตรพระกรรณอยู่มาก ทั้งยังอยู่ห่างไกลความเจริญ และการปกครอง จึงต้องมีการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ คือ แบ่งหัวเมืองภาคอีสาน ออกเป็นกองๆ แล้วรวมหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา เข้าด้วยกันแบ่งออกเป็น 4 กองใหญ่ มีข้าหลวงปกครองกองละ 1 คน โดยมีข้าหลวงใหญ่กํากับราชการอยู่ที่เมืองนครจําปาศักดิ์ 1 คน เพื่อทํานุบํารุงดูแลหัวเมืองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น หัวเมืองที่แบ่งเป็น 4 กองใหญ่ ได้แก่ หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ,หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ , หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ และหัวเมืองลาวฝ่ายกลาง คลิก

- พ.ศ. 2434 ราชสำนักกรุงเทพฯได้ รวมหัวเมืองต่างๆ มาเป็นมณฑล แต่ยังไม่ได้จัดเป็นแบบเทศาภิบาล

- พ.ศ. 2435 เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ได้ทรงเห็นว่า เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังขะ รวมทั้งเมืองศีร์ษะเกษ มีราษฎรพูดภาษาถิ่นหลายภาษา อันได้แก่ ภาษากูย ภาษาเขมร ภาษาเยอ และภาษาลาว จึงทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ พระศรีพิทักษ์ เป็นข้าหลวงใหญ่กำกับราชการแยกเป็นอีกเขตหนึ่ง ประกอบด้วยเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ และเมืองศีร์ษะเกษ นับเป็นท่านที่ 4 ที่มีตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการประจำเมืองขุขันธ์

- พ.ศ. 2436 แผนที่ประเทศสยามเกิดขึ้นครั้งแรก พร้อมกับการเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 อันเป็นช่วงที่สยามสูญเสียประเทศราชของตนเองให้แก่ฝรั่งเศส คลิก

- พ.ศ. 2436 ทางกรมไปรษณีย์โทรเลข  ได้จัดให้มิสเตอร์ โทมัสมาเมอร์ มิสเตอร์แมคคูลเลอร์ และ มิสเตอร์วิลเลี่ยมไปจัดตั้งที่ทำการไปรษณีย์ตามหัวเมืองในมณฑลลาวกาว   ทั้งนี้ให้รวมถึงเมืองขุขันธ์และเมืองศีร์ษะเกษ ไปจนถึงกรุงเทพฯ กำหนดการเดินไปรษณีย์โทรเลข  อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

- พ.ศ. 2437 ราชสำนักกรุงเทพฯ จึงได้ตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาล โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 3 มณฑล คือ
       1. มณฑลลาวกลาง พระยาประสิทธิศิลปการเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล มีที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองนครราชสีมา ประกอบ ด้วย 3 เมือง คือ นครราชสีมา, ชัยภูมิ และบุรีรัมย์
       2. มณฑลลาวกาว มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สําเร็จราชการมณฑล มีที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ประกอบด้วย 7 เมือง คือ อุบลราชธานี, นครจําปาศักดิ์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และกาฬสินธุ์
       3. มณฑลลาวพวน มีพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ก่อน พ.ศ. 2436 มีหัวเมือง ทางฝั่งซ้ายรวมอยู่ด้วย และมีแคว้นพวนเป็นแคว้นใหญ่ มีเมืองเชียงขวางเป็นเมืองสําคัญ และทรงตั้งชื่อมณฑลลาวพวนตามชื่อ เมืองพวน ภายหลังปี พ.ศ. 2436 เมืองในมณฑลนี้จึงเหลือเพียง 6 เมือง คือ อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร เลย หนองคาย ตั้งที่บัญชาการอยู่ที่เมืองอุดรธานี (เดิมอยู่ที่หนองคาย)
นโยบายรวมศูนย์อํานาจดังกล่าวนี้ อํานาจการปกครองตนเองของบรรดาเจ้าเมืองท้องถิ่นเดิม ถูกแทนที่โดยพวกเจ้าและ “ข้าราชการ” ตามระบบใหม่จากส่วนกลาง


- พ.ศ.2440 โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนตำแหน่ง เจ้าเมืองขุขันธ์ เป็นตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์

- พ.ศ.2440 มีพระบรมราชโองการใน ร.5 ให้ประกาศ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 (30 พฤษภาคม พ.ศ.2440) คลิก
 
- พ.ศ. 2441 เมืองขุขันธ์ในอดีตเมื่อ ร.ศ.117 (พ.ศ. 2441) เป็นเมืองหนึ่งใน 21 เมืองที่มีชื่อด้านการผลิตครั่งในบริเวณภาคอีสาน คลิก

- พ.ศ.2441 ร.5 ทรงให้ความสำคัญกับการออกเสียง ร. เรือ และ ล. ลิง อย่างจริงจัง คลิก

- พ.ศ. 2442 คำว่า ตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่หมายตรงกับคำอีสาน) เริ่มใช้เป็นทางการ สมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2442 ในชื่อ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ ยังหมายเฉพาะลุ่มนํ้ามูลถึงอุบลราชธานี จำปาสัก ฯลฯ  รวมความแล้วใครก็ตามที่มีถิ่นกำเนิด หรือมีหลักแหล่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (จะโดยเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่เมื่อไร ก็ตาม) ถ้าถือตัวว่าเป็น คนอีสาน หรือ ชาวอีสาน อย่างเต็มอกเต็มใจ และอย่างองอาจ ก็ถือเป็นคนอีสานเป็นชาวอีสานทั้งนั้น คลิก

-พ.ศ. 2442 ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการออกประกาศเปลี่ยนแปลงนามมณฑล พ.ศ. 2442 และเมื่อมีการสำรวจสำมะโนครัวก็ได้ห้ามการระบุว่าเป็นชาติลาว เขมร กูย ผู้ไท ฯลฯ แต่ให้ใช้สัญชาติไทยเหมือนกันหมด

- พ.ศ. 2443 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงการปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคงจัดตั้งเป็นมณฑล แต่แบ่งการปกครองเป็นเมืองบริเวณ เมืองบริเวณขุขันธ์ ประกอบด้วย 3 เมือง ได้แก่ เมืองขุขันธ์ เมืองศีร์ษะเกษ และเมืองเดชอุดม โดยมีพระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี) เป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองบริเวณ

- พ.ศ. 2447(ตรงกับ ค.ศ.1904) นับแต่นั้นมา ชะตากรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ตกอยู่กับประเทศสยามโดยสิ้นเชิง ดังนั้น การแสวงหาอัตลักษณ์ร่วมของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงต้องพิจารณาอยู่ในบริบทของรัฐไทยเท่านั้น คลิก

- พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงออกพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.124  การเลิกทาส และการเลิกไพร่  ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญยิ่งของพระองค์ เป็นการยกเลิกระบบที่คนชั้นสูงตั้งขึ้น เพื่อกดขี่ราษฎรให้ทำงานรับใช้หรือส่งทรัพย์สินให้โดยไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด “ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไท ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป”( 1 เม.ย. 2448 วันเลิกทาสของไทย ) คลิก

- พ.ศ. 2449 พระวิหาร ยังคงอยู่ในเขตเมืองขุขันธ์ คลิก
- พ.ศ. 2449 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึง "เขมรป่าดง" คลิก

- พ.ศ.2449 ช่วงราวปลายปี พ.ศ.นี้ ย้ายเฉพาะศาลาว่าราชการเมืองขุขันธ์(ศาลากลางเมืองขุขันธ์) จากที่ตั้งเดิม(อำเภอเมืองขุขันธ์) ไปตั้งบริเวณศาลากลางเมืองศีร์ษะเกษ แต่ยังคงใช้ชื่อ ศาลาว่าราชการเมืองขุขันธ์  ส่วนพื้นที่อำเภอเมืองขุขันธ์ยังอยู่ที่ตั้งเดิม คลิก

- พ.ศ. 2450 พระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้ปรับปรุงการปกครองอีกครั้ง โดยให้มีการยกเลิกเมืองบริเวณและยุบเมืองบางเมืองเป็นอำเภอ ยุบเมืองหลายเมืองเป็นเมืองเดียวกัน  จึงทำให้เมืองบริเวณขุขันธ์ (เมืองขุขันธ์  เมืองศีร์ษะเกษ  และเมือง เดชอุดม)  ถูกยุบรวมกัน เรียกว่า “เมืองขุขันธ์”  โดยให้อำเภอต่าง ๆ ที่ขึ้นต่อเมืองทั้ง 3 ให้ขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ทั้งสิ้น ทำให้เมืองศีร์ษะเกษ เมืองเดชอุดม สิ้นสภาพความเป็นเมืองตั้งแต่บัดนั้นมา โดยเมืองเดชอุดม เป็นอำเภอเดชอุดม  เมืองศรีสะเกษ  เป็น อำเภอศรีสะเกษ ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเดชอุดม  และผู้ว่าราชการเมืองศีร์ษะเกษได้สิ้นสุดไปด้วย

- พ.ศ.2450 - ประกาศกระทรวงโยธาธิการ แผนกกรมไปรษณีย์โทรเลข เรื่อง ยกเลิกโทรเลขที่ออฟฟิศเมืองขุขันธ์ให้คงมีแต่การใช้โทรศัพท์ ร.ศ.126 (28 ก.ค. 2450) คลิก

- พ.ศ.2450(ร.ศ.126) ประกาศกระทรวงโยธาธิการ แผนกกรมไปรษณีย์โทรเลข เรื่อง ยกเลิกโทรเลขที่ออฟฟิศเมืองขุขันธ์ให้คงมีแต่การใช้โทรศัพท์  คลิก
- พ.ศ.2451(ร.ศ.127) ส่งหีบเพลิงไปพระราชทาน [พระพิไชยสุนทรสงคราม (ทองคำ) ปลัดเมืองขุขันธ์ คลิก

- พ.ศ. 2451(ร.ศ.127) เมืองขุขันธ์ ยังคงอยู่ในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรสยาม คลิก 

- พ.ศ. 2452 (ร.ศ.128) ร.5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตรา พระราชบัญญัติสำหรับทำบัญชีคนในพระราชอาณาจักร ร.ศ.128 (20 กรกฎาคม พ.ศ. 2452) นับกฏหมายที่ใช้กับการทะเบียนราษฎรเป็นครั้งแรก คลิก

-
 พ.ศ.2453(ร.ศ.129) ยุคจังหวัดขุขันธ์ และจังหวัดสุรินทร์ ประสบปัญหาฝนแล้งอย่างหนัก คลิก
- พ.ศ.2453(ร.ศ.129) ประกาศห้ามมิให้จำหน่ายหรือพาเข้าในจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดขุขันธ์ออกไปต่างเมือง คลิก

- พ.ศ. 2456 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของไทย เพราะคนไทย ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2456 ยังไม่มีนามสกุลใช้ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ออกพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. 2456 พระราชทานให้แก่ข้าราชบริพาร  ข้าราชการ และราษฎรทุกคน เรียกว่า นามสกุลพระราชทาน คลิก  

- พ.ศ. 2456 ราชกิจจานุเบกษา เปลี่ยนชื่ออำเภอบางอำเภอในจังหวัดขุขันธ์ คลิก

- พ.ศ.2458 ประกาศ ตั้งศาลจังหวัดขุขันธ์ คลิก

- พ.ศ.2459 โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเมืองขุขันธ์ เป็นชื่อจังหวัดขุขันธ์ โดยที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือ พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามคำว่า เมือง เป็น จังหวัด ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง เปลี่ยนเป็น ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศ ดังนั้น เมืองขุขันธ์ จึงได้เปลี่ยนเป็น จังหวัดขุขันธ์ ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ เปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ตั้งแต่บัดนั้นมา แต่ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดขุขันธ์ ยังคงตั้งอยู่ ณ ที่อำเภอกลางศรีสะเกษ โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ อำมาตตรี พระยาภักดีศรีสุนทรราช (ดิส โกมลบุตร ) ได้ดำรงตำแหน่งในนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ เป็นท่านแรก โดยใช้ดวงตราไปรษณียากร และดวงตราประทับใช้ในราชการ ซึ่งเดิมมีอักษรโดยใช้ชื่อ ขุขันธ์ ก็ยังใช้เหมือนเดิม แต่ให้ความหมายว่า จังหวัดขุขันธ์ 
- พ.ศ.2459 สถานะของอำเภอเมือง จังหวัดขุขันธ์ ที่ถูกย้ายเฉพาะศาลากลางเมืองขุขันธ์ จากที่ตั้งเดิม(อำเภอเมืองขุขันธ์) ไปตั้งบริเวณศาลากลางเมืองศีร์ษะเกษ เมื่อปี พ.ศ. 2449 แต่ยังคงใช้ชื่อ ศาลากลางเมืองขุขันธ์  ส่วนพื้นที่อำเภอเมืองขุขันธ์ยังอยู่ที่ตั้งเดิม  ทำให้อำเภอเมือง จังหวัดขุขันธ์ มีสถานะเป็นอำเภอเมือง  ระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 - 24 เมษายน พ.ศ.2460 นับระยะเวลาได้เพียง 11 เดือน 5 วัน  คลิก
 
- พ.ศ. 2460 ประกาศเรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอ(ในจังหวัดขุขันธ์) คลิก
เปลี่ยนชื่ออำเภอเมืองขุขันธ์ เป็นอำเภอห้วยเหนือ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2460

- พ.ศ. 2463 อำมาตตรี พระยาวิเศษชัยชาญ ( ชอุ่ม อมัตติรัตน์) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์  และในปีเดียวกันนี้เอง พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามอำเภอท่าช้าง เดิม เป็นอำเภอกันทรารมย์ และได้มีการย้ายที่ตั้งอำเภอกันทรารมย์ ไปตั้งที่บ้านคำพวน  ตำบลคูน  ใกล้ทางรถไฟ
- พ.ศ. 2464 พระราชบัญญัติฝิ่น พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ คลิก
- พ.ศ. 2464 พระราชบัญญัติสำหรับรักษาช้างป่า พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ คลิก
- พ.ศ. 2464 พระราชบัญญัติประถมศึกษา พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ คลิก
- พ.ศ. 2465 มี  อ.ท.พระยานครพระราม (สวัสดิ์  มหากายี ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ได้มีการปรับปรุงการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง โดยรวมมณฑลหลาย ๆ มณฑลเข้าเป็นภาค โดยมณฑลอุดร มณฑลร้อยเอ็ด  มณฑลอุบลราชธานี  รวมขึ้นต่อภาคอีสาน

- พ.ศ. 2465 คำแถลงการณ์ของเสนาธิการทหารบก เรื่อง สนามบินสำหรับจังหวัดขุขันธ์ และ สุรินทร์  คลิก
พ.ศ. 2465 ประกาศ โอนอำเภอเดชอุดมและกิ่งอำเภอโพนงามจังหวัดขุขันธ์ไปขึ้นจังหวัดอุบลราชธานี  คลิก
พ.ศ. 2465 โอน ต.กันทรารมย์ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ มาอยู่ในจังหวัดขุขันธ์ คลิก

พ.ศ. 2469 แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่อง รับประชาสมาชิก พ.ศ. ๒๔๖๙ จังหวัดขุขันธ์ คลิก


- พ.ศ. 2468  มี  อ.ท. พระยาวิสุทธิ์ราชรังสรรค์ ( ใหญ่  บุนนาค)  เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด  ขุขันธ์ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยุบมณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ดให้ไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา จังหวัดขุขันธ์ จึงได้ขึ้นต่อมณฑลนครราชสีมา แต่บัดนั้นมา 
 
- พ.ศ. 2470  มี  ม.อ.ต.พระยาประชากิจกรจักร ( ชุบ  โอสถานนท์ ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ปีนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยอีกครั้ง  คือ ได้โปรดให้มีการยกเลิกมณฑลทั่วประเทศ  ทำให้จังหวัดทุกจังหวัดขึ้นต่อส่วนกลาง   ทำให้ จังหวัดขุขันธ์ ขึ้นต่อส่วนกลางตั้งแต่นั้นมา    และในปีเดียวกันนี้เอง ได้มีการโอนพื้นที่ ตำบลต่าง ๆ ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี กับจังหวัดขุขันธ์
พ.ศ.2471 ประกาศ โอนอำเภอเดชอุดม และกิ่งอำเภอโพนงาม จังหวัดขุขันธ์ไปขึ้นจังหวัดอุบลราชธานี คลิก

- พ.ศ. 2471 ทางราชการได้เปิดบริการรถไฟจากสถานีรถไฟสายกรุงเทพมหานครถึงสถานีห้วยทับทัน ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2471

พ.ศ. 2472 แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมธรรมการ เรื่อง ปฏิสังขรณ์ศาลาพระพุทธบาทจำลอง จังหวัดขุขันธ์ คลิก
พ.ศ. 2472 เพลิงไหม้บ้านเรือนราษฏร 56 หลังและยุ้งเข้า 25 หลังในหมู่ 1 ตำบลส้มป่อย อำเภอคง จังหวัดขุขันธ์ คลิก 
พ.ศ. 2472 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  คลิก

- พ.ศ. 2473 ทางราชการได้เปิดบริการรถไฟจากสถานีรถไฟสายกรุงเทพมหานครถึงสถานีอุบลราชธานี ในวันที่  1  เมษายน 2473
  
- พ.ศ. 2477 ประกาศกระทรวงธรรมการ กรมธรรมการ เรื่อง ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครู (สำหรับพระภิกษุ) ในจังหวัดขุขันธ์ คลิก
- พ.ศ. 2477 พระราชบัญญัติพระราชทานวิสุงคามสีมา พุทธศักราช ๒๔๗๗ (ยุคที่ยังเป็นจังหวัดขุขันธ์) คลิก
- พ.ศ. 2478 พระราชบัญญัติพระราชทานวิสุงคามสีมา พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ยุคที่ยังเป็นจังหวัดขุขันธ์) -วัดบิง ต.ดองกำเม็ด คลิก
พ.ศ. 2479 แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมธรรมการ [ตั้งรองเจ้าคณะจังหวัดขุขันธ์] คลิก
พ.ศ. 2479 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองขุขันธ์ จังหวัดขุขันธ์ คลิก
พ.ศ. 2480 พระราชบัญญัติพระราชทานวิสุงคามสีมา พุทธศักราช ๒๔๘๐ (ยุคที่ยังเป็นจังหวัดขุขันธ์) วัดกฤษณา วัดบ้านตะเคียน  วัดปรือใหญ่ วัดบ้านตาอุด คลิก
พ.ศ.2480 คณะกรรมการป้องกันการค้ากำไรเกินควรประจำจังหวัดขุขันธ์ คลิก

พ.ศ.2481 ประกาศกระทรวงธรรมการ เรื่อง พระราชทานยศลูกเสือ แก่ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดขุขันธ์ คลิก

 
พ.ศ.2481 เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นชื่อจังหวัดศีร์ษะเกษ เปลี่ยนชื่ออำเภอห้วยเหนือ เป็นชื่ออำเภอขุขันธ์ (11 พ.ย. 2481) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คลิก 

พ.ศ.2481 พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามเทศบาลเมืองขุขันธ์ จังหวัดขุขันธ์ เป็นเทศบาลเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ คลิก
พ.ศ.2481 ประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง เปลี่ยนนามศาลจังหวัดขุขันธ์เป็นศาลจังหวัดศรีสะเกษ คลิก
พ.ศ.2481 แก้คำว่า ศีร์ษะเกษ เป็นคำว่า ศรีสะเกษ (27 พ.ย.2481)  คลิก
 
พ.ศ.2482 ประเทศของเราเดิมชื่อ ประเทศสยาม เปลี่ยนชื่อมาเป็น ประเทศไทย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482/ค.ศ.1939 (หรือ 78 ปีมาแล้ว นับถึงปี พ.ศ. 2560) รัฐบาลของนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (ต่อมาสถาปนาเป็นจอมพล ป. ซึ่งเป็นปีกขวาของ “คณะราษฎร” และเป็นผู้พัฒนาให้เกิด “ระบอบอํามาตยาธิปไตย/อํานาจนิยมอันมีบรรดาจอมพล และพลเอกเป็นผู้นํา”) ได้ประกาศ “รัฐนิยม” ให้เปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย และ Siam เป็น Thailand” โดยให้เหตุผลด้วยหลักการของ “ลัทธิเชื้อ-ชาตินิยม” ว่า “รัฐบาลเห็นสมควรถือเป็นรัฐนิยมให้ใช้ชื่อประเทศให้ต้องตามชื่อเชื้อชาติและความนิยมของประชาชน” ...
พ.ศ.2482 พระราชบัญญัติพระราชทานวิสุงคามสีมา พุทธศักราช ๒๔๘๒ (ยุคที่จังหวัดขุขันธ์ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดศรีสะเกษ) -วัดบ้านจันลม วัดสำโรงตาเจ็น วัดสะโน วัดบ้านโคกเพ็ชร์  วัดบ้านโคกโพน วัดบ้านแขว วัดบ้านสะอาง คลิก

พ.ศ.2483 พระราชบัญญัติพระราชทานวิสุงคามสีมา พุทธศักราช ๒๔๘๓ (ยุคที่เป็นจังหวัดศรีสะเกษ) -วัดบ้านปรือใหญ่  คลิก


- พ.ศ. 2483 ( ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2483 – 3 มกราคม 2484)เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศส ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดจังหวัดนครพนม  อำเภออรัญประเทศ  และส่งกองทหารเข้าโจมตีอำเภอท่าอุเทน  จังหวัดนครพนม ช่องโจมบก อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์  กองทัพบูรพาของไทย จึงรุกรบเข้าไปในเขตอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2484 ยึดด่านปอยเปต บุกไปเกือบถึงเมืองเสียมราฐ และศรีโสภณ ยึดนครจำปาสักได้ กองกำลังทหารตำรวจของจังหวัดเลย ยึดเมืองปากกายฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตรงกันข้ามเมืองหลวงพระบางได้ มีการทำสัญญาหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2484 โดยมีผู้แทนญี่ปุ่นเป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยสงบศึก ฝ่ายไทยได้มีจังหวัดเพิ่มขึ้นหลายจังหวัดจากฝรั่งเศสคือ จังหวัดนครจำปาสัก จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดลานช้าง ซึ่งบางจังหวัดมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ จึงมีข้าราชการชาวศรีสะเกษที่รู้ภาษาเขมรไปอยู่ประจำทำงาน หลายคนไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ เมื่อมีการแบ่งเป็นเขตแดน ก็ไม่ได้กลับเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ และมีทายาทอยู่ในตำแหน่งผู้ปกครองของกัมพูชาในระดับสูงก็ยังมีปรากฎอยู่ 

พ.ศ.2484 แจ้งความกระทรวงธรรมการ เรื่อง เจ้าคณะแขวงขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขอลาออกจากตำแหน่ง คลิก
- พ.ศ. 2484 ในวันที่ 7 - 8 ธันวาคม ปีดังกล่าว เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังของไทยกับกองกำลังทัพญี่ปุ่นผู้รุกราน และมีคำสั่งให้หยุดยิง  เมื่อ เวลา 07.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เป็นผลให้ไทยทำสัญญากับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นเหตุให้คนไทยส่วนหนึ่ง นำโดย ดร. ปรีดี พนมยงค์ จัดตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อกู้ชาติ โดยระดมชายฉกรรจ์ พร้อมทั้งข้าราชการบางส่วนทั่วประเทศ รวมทั้งจากจังหวัดศรีสะเกษไปฝึกอาวุธ มีการเตรียมการจัดทำสนามบิน เพื่อให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาลง เช่น ที่บริเวณศูนย์การศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ (ทุ่งสนามบิน) และที่บ้านสนามสามัคคี ตำบลโสน อำเภอขุขันธ์

- พ.ศ. 2498 แยกตำบลพราน ตำบลไพร และบางหมู่บ้านจากตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ รวมกับ 5 ตำบลในอำเภอขุขันธ์ คือ ตำบลขุนหาญ ตำบลสิ ตำบลบักดอง ตำบลกระหวัน และตำบลกันทรอม ตั้งเป็นกิ่งอำเภอขุนหาญขึ้นกับอำเภอขุขันธ์
- พ.ศ.2499 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ คลิก
- พ.ศ.2500 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลขุนหาร กิ่งอำเภอขุนหาร อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ คลิก
- พ.ศ. 2501 ยกกิ่งอำเภอขุนหาญ เป็นอำเภอขุนหาญ- พ.ศ. 2504 รวมตำบลกู่ ตำบลพิมาย ตำบลหนองเชียงทูล และตำบลสมอ ของอำเภอขุขันธ์ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอปรางค์กู่
- พ.ศ. 2505 ศาลโลกมีคำพิพากษาตัดสินให้ประเทศไทย ยกปราสาทเขาพระวิหาร ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้ตกเป็นของประเทศกัมพูชา การเสียปราสาทเขาพระวิหาร นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของไทยอีกเหตุการณ์หนึ่ง
- พ.ศ. 2506 ตั้งกิ่งอำเภอปรางค์กู่เป็น อำเภอปรางค์กู่
- พ.ศ. 2509 เปิดที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขขุขันธ์ คลิก
- พ.ศ. 2511 รวม 4 ตำบลของอำเภอขุขันธ์ คือ ตำบลไพรบึง ตำบลปราสาทเยอ ตำบลดินแดง และตำบลสำโรงพลัน ตั้งเป็นกิ่งอำเภอไพรบึง
- พ.ศ. 2512 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ คลิก
- พ.ศ. 2518 ยกกิ่งอำเภอไพรบึง เป็นอำเภอไพรบึง
- พ.ศ. 2529 กระทู้ถามที่ ๕๑ ร. เรื่อง การติดตั้งไฟฟ้าที่อำเภอขุขันธ์ และอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ (ของ นายเริ่มรัฐ จิตรภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) คลิก
- พ.ศ. 2530 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอวังหิน(12 มีนาคม พ.ศ. 2530) คลิก
- พ.ศ. 2532 แผนที่เขตปฎิรูปที่ดิน ในท้องที่อำเภอขุขันธ์ คลิก
- พ.ศ. 2532 ประกาศฯเปิดสำนักงานธนาคารออมสิน สาขาขุขันธ์ คลิก
- พ.ศ. 2534 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอภูสิงห์(1เม.ย.2534) โดยรวมเอาตำบลห้วยติ๊กชู ตำบลละลม ตำบลโคกตาล ตำบลห้วยตามอญ ตำบลดงรัก และตำบลตะเคียนราม ของอำเภอขุขันธ์ เป็นกิ่งอำเภอภูสิงห์ คลิก
- พ.ศ. 2538 ยกกิ่งอำเภอภูสิงห์ เป็น อำเภอภูสิงห์
- พ.ศ. 2538 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอขุขันธ์ และกิ่งอำเภอภูสิงห์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ คลิก
- พ.ศ. 2553 เปลี่ยนชื่อ เทศบาลตําบลห้วยเหนือ อําเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็น เทศบาลตําบลเมืองขุขันธ์ คลิก

ประวัติเมืองขุขันธ์ โดยสังเขป


นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
โทร. 089-7202420

สนับสนุนโดย