ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

แผนที่ประเทศสยามเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2436 พร้อมกับการเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 อันเป็นช่วงที่สยามสูญเสียประเทศราชของตนให้แก่ฝรั่งเศส

          การเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของลัทธิอาณานิคมตะวันตก ก่อให้เกิดผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่สําคัญต่อภูมิภาคนี้ คือ การก่อกําเนิดของรัฐแบบใหม่ ซึ่งลัทธิอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดขึ้นในภาวะหรือยุคสมัยที่เรียกว่า “สมัยใหม่” (Modern)ความเป็นสมัยใหม่ของโลกตะวันตก ทําให้ลัทธิอาณานิคมกระทบต่อดินแดนที่ต้องตกเป็นอาณานิคมอย่างมาก โดยสร้างหรือปกครองอาณานิคมบนฐานคติของรัฐแบบใหม่ที่เป็นแบบทางโลก รัฐแบบใหม่หรือรัฐสมัยใหม่ จึงเป็นรัฐที่มีอํานาจเหนือดินแดนที่มีเขตแดนชัดเจน ใช้เขตแดนธรรมชาติเพื่อกําหนดเป็นเขตแดนอํานาจของรัฐ ในขณะเดียวกัน ก็สถาปนาอํานาจการปกครองจากอํานาจที่ศูนย์กลางเหนือพื้นที่หรือดินแดนนั้น(1)

          รัฐสมัยใหม่ (Modern States) จึงถือกําเนิดขึ้นจากเงื่อนไขสําคัญ 2 ประการ ซึ่งช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแยกขาดออกจากกันไม่ได้ คือ ประการแรก เมื่อมองจากภายในรัฐสมัยใหม่ต้องอาศัยพื้นฐานการรวมศูนยอํานาจปกครองของรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ และประการที่สอง เมื่อมองจากภายนอก หรือมองในแง่ความสัมพันธ์ระหวางรัฐในสังคมโลก รัฐสมัยใหม่ตองอาศัยระบบระหว่างรัฐ (The interstate system) เป็นพื้นฐานรับรองการดํารงอยู่ของรัฐ ซึ่งเดวิด เฮลด์(David Held) เสนอวา รัฐสมัยใหม่ทั้งปวงคือรัฐชาติ และนิยามชัดเจนว่า รัฐสมัยใหม่เป็นกลไกทางการเมืองที่แยกหลุดออกจากทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง กลไกทางการเมืองดังกลาวนี้มีอํานาจสูงสุดโดยนิตินัยเหนือประชาชนในอาณาบริเวณที่มีขอบเขตชัดเจน กลไกนี้อ้างว่าตนผูกขาดอํานาจบังคับและตนได้รับความสนับสนุนหรือความภักดีจากพลเมืองด้วย(2)  โดยรัฐสมัยใหม่จะต้องมีแบบแผนอุดมคติ (Ideal Type) หรือคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการคือ 1.ต้องมีประชากรจํานวนหนึ่ง 2.มีดินแดน อาณาเขต เป็นหลักแหล่งแน่นอน 3.มีรัฐบาล หรือองค์กรที่ทําหน้าที่ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยภายในรัฐ 4.มีอํานาจอธิปไตยเป็นอํานาจสูงสุดของตนอย่างอิสระไม่ขึ้นต่อผู้อื่น(3)



          ความสํานึกในคําว่า “รัฐ” (State) ตามจารีตทางภูมิปัญญาของสังคมตะวันตก เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศสยามในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นายโจเซฟ บัลเลสเตียร์ (Joseph  Ballestier) ทูตชาวอเมริกันเข้ามายังพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2393 โดยจดหมายเหตุทางฝ่ายไทยจดไว้ว่าเขาผู้นี้เป็น “ราชทูตรับใช้แต่เจ้าแผ่นดิน อเมริกันทั้ง 30 เมืองที่เข้ากันเปน เมืองเดียว จะได้ถือราชสาส์นมาถึงเมืองต่างๆ ที่อยู่ส่วนพิภพอาเซียตะวันออกเฉียงใต้มีมหานครศรีอยุธยาเปนต้น”(4)  คําว่า “STATES” ในชื่อประเทศสหรัฐฯ ได้รับการถ่ายทอด หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “เมือง” ซึ่งในขณะนั้นสยามยังไม่เกิดความคิดที่จะถ่าย คําว่า “STATE” ด้วย

          คำว่า “รัฐ” จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คำว่า “STATE” จึงเริ่มเขามามีบทบาทอย่างเป็นทางการในชีวิตทางการเมืองของสยามเป็นครั้งแรก ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการตรา “พระราชบัญญัติเคานซิลออฟสเตต” ขึ้นในปี พ.ศ. 2417 แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็บอกคําแปลไว้ดวยในตัวเองที่เรียกว่า “สเตต“ นั้น หมายถึง “แผนดิน” นั่นเอง(5) แต่ก็ตองรอเวลาอีก 20 ปีที่คำว่า “รัฐ” จึงจะเข้ามาเป็นคําแปลของคําว่า “STATE” กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรา “พระราชบัญญัติรัฐมนตรี” ออกมา ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติเคานซิลออฟสเตตให้สมบูรณ์ขึ้นนั่นเอง(6) และจากจุดนี้เป็นต้นมา คำว่า รัฐ” ที่เราพูดถึงกันเสมอในปัจจุบันจึงเป็นรัฐที่มีพื้นฐานมาจากมรดกทางการเมืองของสังคมตะวันตก(7)

         ในขณะที่ความคิดเรื่อง “รัฐ” กําลังเริ่มก่อตัวขึ้นในสังคมสยามนั้น แนวคิดเรื่องเส้นเขตแดนก็ถือเป็นสํานึกของรัฐแบบสมัยใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่เริ่มปรากฏขึ้นในความคิดของชนชั้นนําด้วยเช่นกัน โดยพบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความคิดและพยายามที่จะแสดงตัวตน และรูปร่างของสยามในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงด้วยการว่าจ้างชาวอังกฤษให้เข้ามาสํารวจและทําแผนที่ ไปพร้อมๆ กับที่ฝรั่งเศสกําลังสํารวจตามลําแม่น้ำโขงในขณะนั้นด้วย(8) ใน
ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงพยายามค้นหาพระราชอาณาเขตสยามในเชิงดินแดนตามระบบภูมิศาสตร์แบบตะวันตก ด้วยการระบุที่ตั้งอันแน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะความคิดที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน นั่นคือความคิดในเรื่องการกําหนดเส้นแบ่งแดนที่มีความชัดเจนในระดับองศาลิบดาบนพื้นดินทะลุขึ้นไปเหนือห้วงอวกาศ(9)

           “พระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ละติจุด 14 องศา 19 ลิปดาเหนือ และลองจิจูด 100 องศา 37 ลิปดา ทางตะวันออกของเมืองกรีนิช ยังมีนครอื่นๆ อีกไม่ไกลนักที่ชาวกัมพูชาได้ครอบครองด้วยเช่นกัน แต่สถานที่ตั้งแน่นอนหรือ ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของ
นครเหล่านี้ยังไม่ทราบได้”(10)

          ความพยายามของชนชั้นนํา ที่จะแสดงตําแหน่งที่ตั้งของสยามบนโลกแห่งความเป็นจริงตามแนวความคิดเรื่องเขตแดนของการเมืองแบบตะวันตก ที่นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้ากับลัทธิอาณานิคมแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของสยามอันเป็นผลจากการติดต่อแลกเปลี่ยนวิทยาการกับชาติตะวันตกที่มีมากขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย  แม้ในช่วงก่อนหน้านี้ ชนชั้นนําสยามจะมีความพยายามที่จะแสดงตัวตนของตนผ่านการทําแผนที่ แต่ความพยายามดังกล่าวกลับไม่เป็นผล จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 อันเป็นช่วงที่สยามสูญเสียประเทศราชของตนให้แก่ฝรั่งเศสและในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ภูมิกายา หรือตัวตนทางกายภาพของสยามอุบัติขึ้น แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว สยามเองก็กําลังอยู่ในกระบวนการทําให้ทันสมัย แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สยามหลังปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) มิได้เหมือนกับสยามก่อนหน้านั้นอีกต่อไป แม้กระทั่งในความคิดของผู้ปกครองสยามเอง พวกเขาดําเนินภารกิจของตนต่อ แต่เป็นไปในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม(11) ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ชนชั้นนําสยามต้องเสียดินแดนที่เคยเชื่อว่าเป็นมรดกของตนที่สืบมาจากรัฐจารีตไปด้วย

           กรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ในปี ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เกิดขึ้นจากการที่ฝรั่งเศสอ้างว่า ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นของญวนและเขมรมาก่อน เมื่อญวนและเขมรตกไป เป็นของฝรั่งเศสแล้ว ดินแดนดังกล่าวก็จะต้องตกเป็นของญวนและเขมรด้วย  ฝ่ายไทยไม่ยอม เพราะถือว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไทยปกครองมาช้านาหลายแผ่นดินแล้ว ทางฝรั่งเศสก็จะเอาให้ได้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น โดยฝรั่งเศสได้ส่งกําลังทหารทั้งฝรั่งเศสปนแขกมอรอคโค และทหารญวน ทหารเขมรบุกรุกขึ้นมาตามลําแม่น้ำโขง และรบกันหนักที่แก่งหลี่ผี กรณีพิพาทดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนี้ ยุติลงตามสัญญาสงบศึกไทยกับฝรั่งเศสฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม ร.ศ.112 คือไทยยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ทําให้หัวเมืองขึ้นจําปาศักดิ์ทั้งหมดที่อยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตะวันออกก็ตกไปอยู่ในการบํารุงของฝรั่งเศส คงเหลือแต่ตัวเมืองนครจําปาศักดิ์และเมืองขึ้นนครจําปาศักดิ์ที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเท่านั้น(12)

         การเผชิญหน้ากันระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 จบลงด้วยการทําสนธิสัญญาในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) และต่อมาสยามก็ได้ทําสนธิสัญญากับฝรั่งเศสอีกหลายครั้งในครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ.2450) ทําให้สยามต้องยอมสละอํานาจเหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ําโขงทั้งหมด รวมทั้งหลวงพระบางและจําปาศักดิ์(13) ซึ่งการเข้ามาของลัทธิอาณานิคมดังกล่าวได้นําไปสู่แนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อลักษณะการปกครองว่า “...เมื่อมีอยู่ก็ต้องปกครองรักษาให้ได้สิทธิขาดจริงๆ ถ้าปกครองไม่ได้สิทธิขาดแล้ว ไม่มีเสียดีกว่า”(14) ซึ่งพระราชดำริดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสภาพของรัฐสยามที่เกิดขึ้น ได้ก่อให้เกิดความมุ่งหวังที่จะรวบอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อความเบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดทางอํานาจของสยามในการปกครอง โดยมีจุดมุ่งหมายในการควบคุมดินแดนหัวเมืองต่างๆ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของสยามโดยตรง พร้อมๆ กับการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการกําหนดเขตแดนประเทศลาวและสยามตามสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) และ 1904 (พ.ศ. 2447) นับแต่นั้นมา ชะตากรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ตกอยู่กับประเทศสยามโดยสิ้นเชิง หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ การแสวงหาอัตลักษณ์ร่วมของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงต้องพิจารณาอยู่ในบริบทของรัฐไทยเท่านั้น(15)

FOOTNOTE :

(1) ฉลอง สุนทราวาณิชย์, “รัชกาลที่ 5 กับลัทธิอาณานิคมและสยาม,” ใน รัชกาลที่ 5 : สยามกับอุษาคเนย์และชมพูทวีป:เอกสารสรุปการสัมมนาวิชาการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 150 ปี (พ.ศ. 2369-2546), ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อรอนงค์ ทิพย์พิมล,บรรณาธิการ.(กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547), หน์า 271.


(2) David Held, “The Development of the Modern State” in Formations of Modernity, eds. Hall Stuart and Gieben Bram (Cambridge: Polity, 1992), p. 87. อางถึงใน สมเกียรติ วันทะนะ, “กําเนิดรัฐสมัยใหม,” วารสารสังคมศาสตรและ มนุษยศาสตร34,1 (มกราคม-มิถุนายน 2551): 167.

(3) สมบัติ จันทรวงศ์, “ศาสนากับการเมือง : ข้อสังเกตเบื้องต้นว่าด้วยอุดมการณ์และวิเทโศบายของพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกฯ” ,รัฐศาสตร์สาร 14,3-15,1 (กันยายน 2531-เมษายน 2532): 22; สมเกียรติ วันทะนะ, “เมืองไทยยุคใหม่: สัมพันธภาพระหว่างรัฐกับประวัติศาสตร์สํานึก” ใน อยู่เมืองไทย, สมบัติ จันทรวงศ์ และชัยวัฒน์ สถาอานันท์,บรรณาธิการ. (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530), หน้า 72-73.


(4) จดหมายเหตุเรื่องทูตอเมริกันเข้ามาในรัชกาลที่ 3 เมื่อปีจอ พ.ศ. 2393 (พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2466),หน้า 19. อ้างถึงใน สมเกียรติ วันทะนะ, “รัฐไทย : นามธรรมและรูปธรรม ” รัฐศาสตร์สาร 14,3 (กันยายน 2531-เมษายน 2532): หน้า 193.


(5) ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, เอกสารการเมือง-การปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตํารา

สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 20-27. อ้างถึงใน สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 193.

(6) เสถียร ลายลักษณ์, ประชุมกฎหมายประจําศก เล่ม 14 กฎหมาย ร.ศ. 112-113 (พระนคร, 2478), หน้า 213-220. อ้างถึง
ใน สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 193-194.

(7) เรื่องเดียวกัน, หน้า 194.

(8) เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4,พิมพ์ครั้งที่ 6(กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง
แอนด์พับลิชชิ่ง จํากัด, 2548), หน้า 231.

(9) ทวีศักดิ์ เผือกสม, อินโดนีเซีย รายา: รัฐจารีต สู่ “ชาติ” ในจินตนาการ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2547), หน้า 17.

(10) พงศาวดารสยามอย่างย่อ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ,แปลโดย วินัย พงศ์ศรีเพียร ใน ความยอกย้อนของอดีต พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติ พลตรีหม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี(กรุงเทพฯ: ม.ป.ท., 2537), หน้า 74. อ้างถึง
ใน โดม ไกรปกรณ์, “ตําราพระราชพิธีสมัยรัชกาลที่ 4-5 (พ.ศ. 2394-2453),” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2542), หน้า 117.

(11) Thongchai Winichakul, Siam Mapped : A History of the Geo-body of A Nation(Honolulu: University of Hawaii
Press, 1994), p. 142.

(12) เติม วิภาคพจนกิจ,ประวัติศาสตร์อีสาน,พิมพ์ครั้งที่ 4(กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,
2546), หน้า 74.

(13) พงศาวดารเมืองเวียงจันท์” , ปริวรรตโดย จารุวรรณ ธรรมวัตร ใน แลลอดพงศาวดารลาว(มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ม.ป.ป.), หน้า 25.

(14) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระราชดํารัสทรงในที่ประชุมเสนาบดีเรื่องทําหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี
กับอังกฤษ ร.ศ. 128” , ศิลปากร 3 (กันยายน 2519): 69. อ้างถึงใน เตือนใจ ไชยศิลป์, “ล้านนาในการรับรู้ของชนชั้นปกครอง
สยาม พ.ศ. 2435-2475,” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
2536), หน้า 102.

(15) ชาร์ลส์ เอฟ คายส์, แนวคิดท้องถิ่นภาคอีสานนิยมในประเทศไทย, แปลโดย รัตนา โตสกุล (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยสังคม
อนุภาคลุ่มน้ำโขง, 2546), หน้า 53.

การพ่ายแพ้สงครามครั้งแรกของพม่า ใน พ.ศ. 2368

          จากความสําเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ทําให้การค้าและอุตสาหกรรมเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงได้ขยายตลาดการค้าของตนออกไป และเพื่อความมั่นคงของตลาดการค้าและแหล่งวัตถุดิบจึงได้เข้าครอบครองดินแดนต่างๆ เป็นอาณานิคม จักรวรรดินิยมตะวันตกได้เริ่มเข้าคุกคามเอเชียตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 24 หรือในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี  การพ่ายแพ้สงครามกับอังกฤษครั้งแรกของพม่า ใน พ.ศ. 2368 เป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยให้แก่สยาม เพราะพม่าและสยามมียุทธวิธีในการรบแบบเดียวกัน การพ่ายแพ้ของพม่าทําให้ชนชั้นนําสยามตระหนักถึงประสิทธิภาพของกองทัพอังกฤษมากขึ้น ดังนั้น เมื่ออังกฤษส่งเฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) มาทําสัญญาในปี พ.ศ. 2369 จึงได้รับความร่วมมือจากสยามเป็นอย่างดี

          สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบกับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม, มณีปุระ, ยะไข่ และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษก็เริ่มต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้นเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก
          
           กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกดินแดนทางใต้เข้าไว้กับตน โดยเรียกดินแดนดังกล่าวใหม่ว่า พม่าตอนล่าง สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าพุกามแมง (ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนามัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอกขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้
       
           
รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอพระทัย และไม่สามารถควบคุมราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้ทั้งหมด  และทำให้พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2429 และระยะก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย และต่อมาประเทศพม่าได้รับเอกราชใน พ.ศ.2491(หรือตรงกับค.ศ. 1948) ช่วงต้นปกครองแบบชาติประชาธิปไตย และหลังรัฐประหารใน พ.ศ.2505 (หรือตรงกับค.ศ. 1962) เป็นการปกครองแบบเผด็จการทหาร แม้เผด็จการทหารสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการใน พ.ศ.2554 (หรือตรงกับ ค.ศ. 2011) แต่ผู้นำพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นอดีตนายทหาร

เอกสารอ้างอิง : 
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.2561.ประเทศพม่า. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศพม่า#cite_ref-34.(28 กันยายน 2561).

อำมาตตรี พระวิเศษชัยชาญ ( ชอุ่ม อมัตติรัตน์ ) ผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ท่านที่ 2 (พ.ศ. 2463 - 2465)

อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๖๗
อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ
(พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๖๗)
          สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงพระนิพนธ์ไว้ในคำนำของประชุมปกรณัมภาคที่ ๔ เรื่องเวตาลปกรณัม พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๘ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร  ความว่า


          " พระยาวิเศษไชยชาญ ต ม. จ ช. ร จ พ. นามเดิมฉอุ่ม นามสกุลอมัติรัตน์ เกิดเมื่อวันอังคารเดือนยี่แรม ๕ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๖ มกราคม ปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ เปนบุตรพระพิมูลภักดี อ่ำ มารดาชื่อเอี่ยม บ้านเดิมอยู่เมืองพิไชยเก่า เรียนอักขรสมัยในสำนักบิดา แลพระครูวิเชียรปัญญามหามุนี วัดมหาธาตุเมืองพิไชยเก่า แรกเข้ารับราชการอยู่กับเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร์) เมื่อยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ได้เปนเสมียนไปรับราชการณเมืองหลวงพระบาง เมื่อครั้งเจ้าพระยาสุรสีห์เปนข้าหลวงใหญ่ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ครั้นเมื่อเจ้าพระยาสุรสีห์ได้เปนข้าหลวงเทศาภิบาลแรกจัดการมณฑลพิษณุโลก ได้มารับราชการเปนเสมียนอยู่ในข้าหลวงเทศาภิบาลด้วย ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นโดยลำดับ จนได้เปนผู้ช่วยข้าหลวงมหาดไทยมณฑลพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงสำเริงนฤปการ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ ย้ายไปเปนนายอำเภอเมืองพิจิตร์อยู่ ๑ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ จึงกลับมาเปนข้าหลวงมหาดไทยมณฑลพิษณุโลก ประจวบสมัยที่กระทรวงมหาดไทยจัดตั้งให้มีนักเรียนปกครองขึ้นตามมณฑล หลวงสำเริงนฤปการได้รับเลือกให้เปนผู้สอนนักเรียนปกครองด้วย ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้พระราชทานสัญญาบัตร์เลื่อนขึ้นเปนพระสำเริงนฤปการ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้เลื่อนตำแหน่งเปนปลัดมณฑลพิษณุโลก ในปีนี้เกิดผู้ร้ายเงี้ยวขึ้นที่เมืองแพร่ กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ไปกำกับราชการเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลกและจัดพาหนะกระสุนดินดำส่งลำเลียงกองทัพที่ขึ้นไปปราบปรามเงี้ยวณเมืองแพร่จนสงบ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๔ เปนบำเหน็จความชอบ

          พระสำเริงนฤปการเปนผู้ชำนาญในการปกครองถึงได้เปนอาจารย์สอนนักเรียนดังกล่าวมา ทางราชการจึงเลือกส่งไปประจำราชการในมณฑลและจังหวัดต่าง ๆ หลายแห่งจนตลอดเวลารับราชการ คือเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ไปเปนผู้ว่าราชการเมืองอุไทยธานี พ.ศ. ๒๔๕๐ เปนปลัดมณฑลชุมพร พ.ศ. ๒๔๕๒ เปนผู้ว่าราชการเมืองชุมพร ถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้พระราชทานยศเปนอำมาตย์เอก พ.ศ. ๒๔๕๖ กลับมาเปนผู้ว่าราชการเมืองอ่างทอง ถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานสัญญษบัตร์เลื่อนขึ้นเปนพระยาวิเศษไชยชาญ พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๔ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ ย้ายไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามเลื่อนขึ้นเปนชั้นที่ ๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ มาเปนผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ ป่วยเปนไข้มาลาเรีย ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ นี้ คำนวณอายุได้ ๕๑ ปี.

         พระยาวิเศษไชยชาญรับราชการอยู่เปนเวลา ๓๑ ปี ได้รับพระราชทานเงินเดือนตั้งแต่ ๑๓ บาท ถึง ๖๐๐ บาทเปนที่สุด นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา แลเหรียญที่ระลึกในการพระราชพิธีต่าง ๆ ตามบันดาศักดิ์อิกปลายประการ สิ้นประวัติพระยาวิเศษไชยชาญเพียงนี้ "



เอกสารอ้างอิง :
ประชุมปกรณัมภาคที่ ๔ เรื่องเวตาลปกรณัม พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๘ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.

ประชุมปกรณัมภาคที่ ๔ เรื่องเวตาลปกรณัม

ปฏิทินจันทรคติไทย และปีนักษัตรไทย

เดือนจันทรคติไทย : เดือนอ้าย(๑) , เดือนยี่(๒) , เดือนสาม(๓) , เดือนสี่(๔) , เดือนห้า(๕) , เดือนหก(๖) , เดือนเจ็ด(๗) , เดือนแปด(๘) , เดือนแปดหลัง(๘๘) , เดือนเก้า(๙) , เดือนสิบ(๑๐) , เดือนสิบเอ็ด(๑๑) , เดือนสิบสอง(๑๒) และในปีอธิกมาส จะมีเดือนแปดหลัง(๘๘) , 

ปกติมาส ปกติวาร : เป็นปีปกติ เดือนคู่(เดือน ๒, ๔, ๖, ๘, ๑๐, ๑๒) มีข้างขึ้นและข้างแรม 15 วัน และเดือนคี่(เดือน ๑, ๓, ๕, ๗, ๙, ๑๑) มีข้างขึ้น 15 วัน ส่วนข้างแรมมี 14 วัน (รอบปีจันทรคติรวม 354 วัน)

ปกติมาส อธิกวาร : เป็นปีปกติ แต่เดือนเจ็ด(๗) จะมีข้างแรม 15 วัน (รอบปีจันทรคติรวม 355 วัน) 

อธิกมาส ปกติวาร : เป็นปีปกติ แต่เพิ่มเดือนแปดสองหน(๘๘) เพิ่มวัน 30 วัน (รอบปีจันทรคติรวม 384 วัน) 

ปกติสุรทิน จำนวนวันใน 1 ปี มี 365 วัน ตามรอบสุริยคติ (เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน) 

อธิกสุรทิน จำนวนวันใน 1 ปี มี 366 วัน ตามรอบสุริยคติ(เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน) 

วันพระ : ขึ้น ๘ ค่ำ , ขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันเพ็ญ) , แรม ๘ ค่ำ , แรม ๑๕ ค่ำ หากเดือนใดเป็นเดือนขาด หรือเดือนคี่ (เดือน ๑, ๓, ๕, ๗, ๙, ๑๑) ให้ถือเอาแรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันพระ 

รอบวันทางจันทรคติไทย นับตามเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นจริง หรือประมาณ เวลา 06:00น. ถึง 05:59น.

หมายเหตุ
   1) ก่อนปี พ.ศ.2456 ประเทศไทยยังใช้ปฏิทินจันทรคติเป็นหลัก ชื่อเดือน มกราคม-ธันวาคม ยังไม่มีใช้ ผู้คนยุคนั้นจะรู้จักปฏิทินวันแรมค่ำ เดือนอ้ายยี่ ปีชวด ฉลู ฯ หรือจดจำวันเกิดตามปฏิทินจันทรคติ เช่น เกิดวันศุกร์ เดือนยี่ ปีกุน เท่านั้น  หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงเริ่มใช้วันเดือนปีสุริยคติตามสากล ปฏิทินจันทรคติไทยก็ลดบทบาทลงจนเกือบจะหายไป ยังคงเหลือใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น ทางโหราศาสตร์ พิธีกรรม ศาสนา วัฒนธรรม ส่วนอื่นๆ จะใช้ปฏิทินสุริยคติแบบสากลเกือบทั้งหมด ดังนั้น หากจะใช้ปฏิทินในทางโหราศาสตร์ พิธีกรรม หรือ วันสำคัญทางพุทธศาสนา ก็ควรเข้าใจหลักปฏิทินจันทรคติแบบเก่า เปรียบเทียบวันเวลาที่ถูกต้องก่อนใช้

   2) วันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) ตามคติพราหมณ์-ฮินดู และใช้จนถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) พ.ศ.2432 ซึ่งตรงพอดีกับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2432 (รัตนโกสินทร์ศก. 108) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ เป็น วันที่ 1 เมษายน แทน และใช้จนถึง พ.ศ.2483 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทยตามสากลประเทศ จากวันที่ 1 เมษายน เป็น วันที่ 1 มกราคม โดยเริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484 เป็นต้นมา , ในปี พ.ศ.2483 ถ้านับถึงเปลี่ยนปีใหม่ เลือนวันจาก 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม ปรับปีใหม่เร็วขึ้น จำนวนเดือนในปฏิทินไทยจึงหายไป 3 เดือน ดังนั้นในปี พ.ศ.2483 หากนับช่วงเวลาจะมี 9 เดือน โดยวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม พ.ศ.2483 ไม่มีอยู่ในปฏิทินไทยที่ใช้จริง แต่ตามปฏิทินสากล ซึ่งตรงกับปี ค.ศ.1940 ช่วงเวลาในปฏิทินดังกล่าวใช้ตามปรกติ 

3) ปีนักษัตรไทย การเปลี่ยนปีนักษัตรไทยมีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ตามปฏิทินหลวง เป็นแบบที่ใช้ในการบันทึกสูติบัตรปัจจุบัน (แนวทางปฏิบัติตาม หนังสือเวียนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0310.1/ว4 ออกเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539) , เปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) ตามคติพราหมณ์-ฮินดู , เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันเถลิงศก ช่วงวันที่ 15-17 เมษายน , เปลี่ยนปีนักษัตรใน วันสังขารล่อง หรือ วันสงกรานต์ ตามแบบทางภาคเหนือ , เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว , เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ตามปฏิทินของ อ.เทพย์ สาริกบุตร , ปีนักษัตรจีน โหราศาสตร์จีนจะเปลี่ยนปีนักษัตรในวันสารทลิบชุน(立春) ซึ่งเป็นสารทแรกของปีเริ่มต้นนักษัตรใหม่ ขวบปีใหม่ ตามกฎเกณฑ์ปฏิทินโหราศาสตร์จีนโบราณ ก่อนที่คณะปฏิวัติปกครองสถาปนาสาธารณรัฐจีน (พ.ศ.2455) มีประกาศเปลี่ยนแปลงปฏิทินใหม่ ดู ปฏิทินโหราศาสตร์จีน และบางตำราใช้วันตรุษจีนเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร

จะใช้ปีนักษัตรแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ทำอะไร เช่น บันทึกสูติบัตร จะใช้ปีนักษัตรตามปฏิทินหลวง เปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) , พยากรณ์ทางโหราศาสตร์ต่างๆของไทย จะใช้ปีนักษัตรตามคติพราหมณ์-ฮินดู เปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) , พยากรณ์โหราศาสตร์จีน ดูดวงจีนโป๊ยหยี่สี่เถี่ยว(八字四柱) ดูหลักปี ปีชง ปีฮะ จะใช้ปีนักษัตรจีนตามปฏิทินโหราศาสตร์จีน เป็นต้น

Reference : มายโหรา.คอม.2561.แปลง/เปรียบเทียบ ปฏิทินสุริยคติ - จันทรคติ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.myhora.com/ปฏิทิน/ตรวจสอบวันเดือนปี-สุริยคติ-จันทรคติ.aspx .(24 กันยายน 2561)

บทประชาสัมพันธ์ งานบุญประเพณีแซนโฎนตา สารทแห่งความกตัญญูชาวเมืองขุขันธ์ ปี พ.ศ. 2561 ครบรอบเมืองขุขันธ์ 981 ปี

         "จังหวัดศรีสะเกษ โดยอำเภอขุขันธ์ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ และประชาชนชาวอำเภอขุขันธ์ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ร่วมงานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองขุขันธ์ ที่เรียกว่า งานบุญประเพณีแซนโฎนตา สารทแห่งความกตัญญูของชาวเมืองขุขันธ์ อันเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมทีดีงามของท้องถิ่นชาวอีสานใต้ ที่สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ
         อำเภอขุขันธ์ จัดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 2 - 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2561 ณ บริเวณ ลานอนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน และสนามหน้าที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ 

         ปีนี้ เราจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปี ชมศิลปะการแสดงทางวัฒนธรรม นิทรรศการประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเมืองขุขันธ์ การออกร้านของส่วนราชการ และกลุ่มเครือข่าย OTOP จังหวัดศรีสะเกษ และเชิญชมการประกวดต็วงมงคล ที่มีอัตลักษณ์รากเหง้าจาก 276 หมู่บ้าน

        ในงานฯ วันที่ 2 - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เชิญชมและเชียร์ ให้กำลังใจนักร้อง นักเต้น ในการประกวดร้องเพลงประกอบหางเครื่องของท้องที่และท้องถิ่น เพื่อจัดหารายได้ช่วยเหลือสาธารณะประโยชน์ของชาวอำเภอขุขันธ์

        วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เชิญชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นพื้นบ้าน จากหมู่บ้าน ตำบล และโรงเรียนต่างๆ ตลอดทั้งวัน และในภาคกลางคืน ชมการซ้อมใหญ่ แสง สี เสียงตำนานความเป็นมาของเมืองขุขันธ์ 

        วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เชิญชมขบวนแห่เครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ และร่วมพิธีแซนโฎนตาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองขุขันธ์ และที่พิเศษอย่างยิ่ง ปีนี้ ในภาคค่ำระหว่างเวลา 18 นาฬิกา เป็นต้นไป ขอเชิญชมการแสดงแสง สี เสียงอันยิ่งใหญ่ตระการตา ตำนานความเป็นมาของเมืองขุขันธ์ ครบรอบ 981ปี ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอขุขันธ์

        อย่าลืม...! วันที่ 2 - 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2561 กลับบ้านเรา...มาร่วมงานบุญประเพณีแซนโฎนตา สารทแห่งความกตัญญูของชาวเมืองขุขันธ์ โดยพร้อมเพรียงกันที่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ"


อำเภอขุขันธ์ ขอขอบคุณ :
เสียงพากย์
...นายเรวัตร  อสิพงษ์  ครูโรงเรียนขุขันธ์ 

ภาพถ่ายสวยๆจากตากล้องมืออาชีพ
...นายบูรณะ โพธิ์อุดม  โทร.091-0202679

ไฟล์ภาพป้ายประชาสัมพันธ์  
...นายสุริยา พรมชาติ  โทร.081-9975259

ดร.วัชรินทร์ สอนพูด ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
โทร. 086-1308496
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
โทร. 098-5869569

สนับสนุนโดย