ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

ปราสาทพระจำรุง(ប្រាសាទព្រះជម្រុង Prasat Preah Jam Rung) ตำบลดองกำเม็ด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ปราสาทพระจำรุง(ប្រាសាទព្រះជម្រុង Prasat Preah Jam Rung) เป็นศาสนสถานขอมโบราณที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอดีตเมืองขุขันธ์อันยิ่งใหญ่(ស្រុកគោកខណ្ឌ​ ឬ ស្រុកស្តុកគោកខណ្ឌ)​ มีลักษณะเป็นอโรคยศาลา ตัวปราสาทปัจจุบันผุพังสูญสลายไปแล้ว ยังคงเหนือแต่เนินดินอันเป็นที่ตั้งของตัวปราสาท มีลักษณะเป็นเนินดินสี่เหลี่ยมจตุรัส ล้อมรอบด้วยสระน้ำโบราณ ขนาดเล็ก จำนวน 5 สระลักษณะเป็นการจำลองปัญจมหานที(แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 สายที่อินเดีย)ไว้โดยรอบตัวปราสาท ด้านทิศตะวันตก มีบารายโบราณขนาดกลาง(ยังไม่ทราบชื่อว่าชาวบ้านเรียกว่าอย่างไร)  ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตำบลดองกำเม็ด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางหมู่บ้านบิงใต้ หมู่ที่ 11 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 500เมตร
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ศิลปะขอมโบราณ
ที่ขุดพบที่ปราสาทพระจำรุง(ប្រាសាទព្រះជម្រុង) สร้างจากหินทราย 
ในอดีตคงแกะสลักเป็นรูป
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ปัจจุบันคงเหลือ 2 ด้าน เป็นรูปเคารพในพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เป็นพระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ พระหัตถ์ทั้งสองถือหม้อน้ำ ขัดสมาธิราบบนฐานสลักลายกลีบบัว ทรงมงกุฎและกุณฑล เชื่อกันว่าพระไภษัชยคุรุ มีความศักดิ์สิทธิ์สามารถบันดาลให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
ที่ตั้ง บ้านบิงใต้ หมู่ที่ 11 ตำบลดองกำเม็ด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณเส้นรุ้ง(Longtitude)ที่ 14 องศา 46 ลิปดา 13.3 ฟิลิปดา เหนือ(14°46'13.3"N) และเส้นแวง(Latitude)ที่ 104 องศา 12 ลิปดา 02.5 ฟิลิปดาตะวันออก(104°12'02.5"E) พิกัดบนGoogle Map :14.770360, 104.200684



แผนที่ตั้งของปราสาทพระจำรุง(ប្រាសាទព្រះជម្រុង Prasat Preah Jam Rung)

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
      
สันนิษฐานว่าเป็นปรางค์เป็นปรางค์รูปเดี่ยวขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนศิลาแลง(รอการขุดค้นและพิสูจน์ศึกษา)

หมายเหตุ สำหรับ ศิลาแลง หรือภาษาเขมรโบราณเมืองขุขันธ์ เรียกว่า ถมอ-บายเกรียม(ថ្មបាយក្រៀម) นั้น จากคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่บอกไว้ว่า ศิลาแลง สามารถพบได้ในพื้นที่ละแวกใกล้เคียงตัวปราสาทนี้หลายแห่ง หากขุดลึกลงไปใต้ดินประมาณ 4 เมตรขึ้นไปก็จะเจอเป็นจำนวนมาก หรือข้อสังเกตประการหนึ่ง หากชาวบ้านแถบนี้จะขุดบ่อเพื่อเอาน้ำมาดื่มกินกันนั้น ก็จะนิยมขุดบ่อไม่ลึกเกิน 3 เมตร เพราะถ้าหากขุดลึกกว่า 3เมตรขึ้นไป จะได้น้ำที่มีสนิมเหล็ก(rust) เจือปน กล่าวคือเมื่อเราขุดบ่อเสร็จใหม่ๆ จะได้น้ำใต้ดินครั้งแรกน้ำจะยังคงดูใสสะอาด แต่ผ่านไปอีกไม่นานธาตุเหล็กในน้ำจะทำปฏิกิริยากับอากาศในบริเวณนั้น ก็จะทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงๆคล้ายสนิมเหล็ก ซึ่งภาษาเขมรโบราณเมืองขุขันธ์ เรียกว่า ตึกสลาบฺปแดก(ទឹកស្លា័ប្បដែក) ไม่สามารถเอามาดื่มกินได้นั่นเอง

อายุสมัย
ราวพุทธศตวรรษที่ ....(รอการขุดค้นและพิสูจน์ศึกษา)

การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
ยังไม่ได้ประกาศฯ

การประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถาน
ยังไม่ได้ประกาศฯ

สภาพปัจจุบัน
อยู่บนพื้นที่นาของชาวบ้านบิง และขาดการเหลียวแลจากผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ สอบถามชาวบ้านว่าเคยมีผู้มาขอขุดค้นหาสมบัติและวัตถุโบราณ ที่บริเวณปราสาทและละแวกใกล้ปราสาทดังกล่าวอยู่เนืองๆ
ฐานแท่นศิวลิงค์ และฐานปฏิมากรรมที่ขุดพบ
ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบ

 
ชิ้นส่วนของภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบ
 
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา (Phra Bhaisajyaguru Vaitoonprapha
(Medicine Buddha)) ศิลปะแบบขอมโบราณ
ที่ขุดพบที่ปราสาทพระจำรุง(ប្រាសាទព្រះជម្រុង)


ผู้เรียบเรียง
    นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
ขอขอบคุณคณะผู้ให้ความร่วมมือในการสืบค้น
    นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
    พระสรรพสิทธิ์ ปภาโส(หลวงตาพัน) สำนักสงฆ์พิหารตรางสวาย
ดร.ปริง เพชรล้วน ที่ปรึกษาสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
นายนิติภูมิ ขุขันธิน กรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์

ปราสาทตระเปียงยุม(ប្រាសាទត្រពាំងយំ Prasat Trapiang Yum) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ปราสาทตระเปียงยุม(ប្រាសាទត្រពាំងយំ Prasat Trapiang Yum) เป็นปราสาทขอมโบราณอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอดีตเมืองขุขันธ์อันยิ่งใหญ่(ស្រុកគោកខណ្ឌ​ ឬ ស្រុកស្តុកគោកខណ្ឌ)​ ตัวปราสาทสร้างด้วยอิฐเผาในยุคขอมโบราณ(รอผลการตรวจพิสูจน์อายุอิฐ) ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้มีหนองน้ำโบราณชื่อว่าหนองยม(ត្រពាំងយំ Trapeang Yum) และถัดมาอีกเป็นที่ตั้งของวัดและชุมชนกูยโบราณชื่อว่า ภูมิกัลโพธิ์(หมู่บ้านต้นโพธิ์) และปัจจุบันอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตำบลจะกง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านไลย์พัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลจะกง ใกล้บริเวณรอยต่อของ 3 ตำบลได้แก่ ตำบลจะกง ตำบลตะเคียน และตำบลดองกำเม็ด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ


ที่ตั้ง บ้านไลย์พัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลจะกง อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณเส้นรุ้ง(Longtitude)ที่ 14 องศา 46 ลิปดา 47.6 ฟิลิปดา เหนือ(14°46'47.6"N) และเส้นแวง(Latitude)ที่ 104 องศา 13 ลิปดา 22.7 ฟิลิปดาตะวันออก(104°13'22.7"E) พิกัดบนGoogle Map :14.779884, 104.222973



แผนที่ตั้งของปราสาทตระเปียงยุม(ប្រាសាទត្រពាំងយំ Prasat Trapiang Yum)
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
     ปรางค์เป็นปรางค์รูปเดี่ยวขนาดเล็ก ก่อด้วยด้วยอิฐเผาแบบขอมโบราณ สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บนศิลาแลง(รอการขุดค้นและพิสูจน์ศึกษา)
อิฐเผาแบบขอมโบราณที่พบบริเวณที่ตั้งปราสาท
อายุสมัย
     ราวพุทธศตวรรษที่ ....(รอการขุดค้นและพิสูจน์ศึกษา)

การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
      ยังไม่ได้ประกาศฯ

การประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถาน
      ยังไม่ได้ประกาศฯ
สภาพปัจจุบัน
     ถูกทิ้งร้าง และขาดการเหลียวแลจากผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทำให้มีผู้ลักลอบขุดหาสมบัติและวัตถุโบราณอยู่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ตัวปราสาทพังเสียหายไปมากแทบมองไม่ออกว่าเป็นตัวปราสาท
ร่องรอยการลักลอบขุดหาสมบัติและวัตถุโบราณ
ภาพถ่ายบริเวณที่ตั้งตัวปราสาทตระเปียงยุม ตำบลจะกง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561 เวลา 17.40 น. โดย สุเพียร  คำวงศ์
  
  สภาพพื้นที่บริเวณวัดและชุมชนกูยโบราณชื่อว่า ภูมิกัลโพธิ์(หมู่บ้านต้นโพธิ์)

ผู้เรียบเรียง
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
ขอขอบคุณคณะผู้ให้ความร่วมมือในการสืบค้น
นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
พระสรรพสิทธิ์ ปภาโส(หลวงตาพัน) สำนักสงฆ์พิหารตรางสวาย
ดร.ปริง เพชรล้วน ที่ปรึกษาสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
นายนิติภูมิ ขุขันธิน กรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์

ว่าด้วยพาดหัวข่าวเรื่อง ศรีสะเกษ เปิดอนุสาวรีย์ตากะจะเจ้าเมืองคนแรกให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2561

          ตามที่ได้มีพาดหัวข่าวเรื่อง ศรีสะเกษ เปิดอนุสาวรีย์ตากะจะเจ้าเมืองคนแรกให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ โดยนักข่าวชื่อ ชยงค์ มณีพันธุ์เจริญ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2561 .[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : https://www.77jowo.com/contents/o1/108332. (วันที่ค้นข้อมูล : 22 ตุลาคม 2561). ความว่า…(ให้ติดตามอ่านดูในลิงก์ 

          ทีมงานฝ่ายวิชาการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขอเรียนชี้แจงข้อสงสัย และตอบคำถามนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ดังนี้
  
ข้อสงสัย และข้อสังเกต
 1. "...จัดงานรอบสระสี่เหลี่ยมดงลำดวน  สระน้ำโบราณของบ้านดวนใหญ่  ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองแห่งแรกของ จ.ศรีสะเกษ"   จริงหรือ ?

เฉลย เมืองศรีสะเกษ ตั้งขึ้นหลังเมืองขุขันธ์ในยุคตากะจะสร้างบ้านแปลงเมือง จากบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน จนได้รับโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองขุขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2306 ซึ่งเมืองศรีสะเกษตั้งขึ้นภายหลังเมืองขุขันธ์ เป็นระยะเวลา 19 ปีกล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. 2325 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านโนนสามขา สระกำแพง ขึ้นเป็น “เมืองศีร์ษะเกษ” ซึ่งนี่ก็คือที่ตั้งเมืองแห่งแรกของ จ.ศรีสะเกษ จริงๆ ไม่ใช่ที่ รอบสระสี่เหลี่ยมดงลำดวน สระน้ำโบราณของบ้านดวนใหญ่ และโปรดเกล้าฯให้พระภักดีภูธรสงคราม (ท้าวอุ่น บุตรตากะจะ) ปลัดเมืองขุขันธ์ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองศีร์ษะเกษ เป็นท่านแรกในราชทินนามใหม่ว่า “พระรัตนวงศา” ว่าราชการขึ้นต่อเมืองนครราชสีมา  

2. “...โดยมีชาวบ้านดวนใหญ่แต่งกายด้วยชุดเขมรโบราณอย่างสวยงามมาร่วมพิธีในครั้งนี้…”

เฉลย ชาวบ้านดวนใหญ่ สามารถแต่งกายด้วยชุดเขมรได้ แต่ชาวบ้านบ้านดวนใหญ่ หมู่ 2 และชาวบ้านใน ต.ดวนใหญ่ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ นั้น ประกอบด้วยชนชาติพันธุ์ลาวส่วนใหญ่ ถ้าจะให้ดีควรแต่งกายที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนตนเอง คือ ชนชาติพันธุ์ลาว… ครับ

3. บ้านดวนใหญ่ในอดีตเป็นที่ตั้งแห่งแรกของเมืองศรีสะเกษ ที่บ้านสระสี่เหลี่ยมดงลำดวน  โดยมีพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน หรือตากะจะเป็นเจ้าเมืองศรีสะเกษคนแรก ก่อนที่จะย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่ อ.ขุขันธ์ และได้ย้ายเมืองไปตั้งอยู่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ในปัจจุบันนี้ ...จริงหรือ?  
     
เฉลย เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ท่านแรกคือ พระรัตนวงศา (ท้าวอุ่น)  ซึ่งทำเนียบ เจ้าเมืองศีร์ษะเกษ ที่สืบต่อกันมาตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ จำนวน 5 ท่าน  ดังนี้ 
     ท่านที่ 1 พระรัตนวงศา (ท้าวอุ่น)  พ.ศ. 2325 – 2328
     ท่านที่ 2 พระพิเศษภักดี (ท้าวชม ) พ.ศ. 2328 – 2368
     ท่านที่ 3 พระวิเศษภักดี  (ท้าวบุญจันทร์ ) พ.ศ. 2368 - 2424
     ท่านที่ 4 พระวิเศษภักดี  (ท้าวโท ) พ.ศ. 2424 – 2440
     ท่านที่ 5 พระภักดีโยธา (ท้าวเหง้า ) พ.ศ.  2440 –2447


เมืองขุขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. 2321 ย้ายมาจากวังหิน...จริงหรือ ?

เฉลย เมื่อปี พ.ศ. 2321 ก่อนการตั้งเมืองศีร์ษะเกษ(ในปี พ.ศ. 2325)  หลังจาก “พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน” (ตากะจะ)  เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ 1 ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว หลวงปราบก็ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ได้รับบรรดาศักดิ์ในราชทินนาม “พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน” ตำแหน่ง  เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ 2  ปกครองเมืองขุขันธ์สืบต่อต่อมา  อีกทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท้าวอุ่นซึ่งเป็นบุตร “พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน”(ตากะจะ) เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ 1 ดำรงตำแหน่งปลัดเมืองขุขันธ์  ซึ่งในปีเดียวกันนี้เอง “พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ ท่านที่ ๒ ” (หลวงปราบ หรือ เชียงขันธ์ )  ได้พิจารณาเห็นว่าบริเวณจุดที่ตั้งหลักเมืองและเมืองขุขันธ์เดิมไม่เหมาะที่จะพัฒนาให้รุ่งเรืองได้  อีกทั้งเพื่อให้เป็นไปตามที่เจ้าเมืองท่านที่ 1 คือ หลวงแก้วสุวรรณ หรือตากะจะได้ตั้งปณิธานเอาไว้เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ว่าต้องการที่จะเลื่อนจุดที่ตั้งหลักเมืองและเมืองขุขันธ์อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น “พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ ท่านที่ ๒ ” (หลวงปราบ หรือ เชียงขันธ์ ) จึงได้ทำพิธีและดำเนินการเลื่อนที่ตั้งเมืองขุขันธ์และหลักเมืองจากที่ตั้งเดิม คือ เลื่อนจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังที่ตั้งแห่งใหม่บริเวณหนองแตระ มีหลักฐานคือ การฝังหลักเมือง  ณ  มุมวัดกลาง อำเภอขุขันธ์ ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ในปัจจุบัน 

เมืองขุขันธ์ เคยได้ย้ายเมืองไปตั้งอยู่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ในปัจจุบันนี้ ...จริงหรือ ?


เฉลย เมืองขุขันธ์ปรากฎนามและความเป็นเมืองมาตั้งแต่ยุคขอมโบราณ ณ บริบทที่ตั้งเดิมมานานกว่า 981 ปีมาแล้ว(ถ้านับจาก พ.ศ. 2561นี้ ย้อนอดีตกลับไป) 
จารึกโบราณกล่าวถึงเมืองขุขันธ์ในอดีต เมื่อ พ.ศ. 1580​ (พร้อมคำแปล 2ภาษา)


      และต่อมา...
- ปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนตำแหน่ง เจ้าเมืองขุขันธ์ เป็นตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์

- ปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ ย้ายเฉพาะศาลากลางเมืองขุขันธ์ จากที่ตั้งเดิม(อำเภอเมืองขุขันธ์) ไปตั้งบริเวณศาลากลางเมืองศีร์ษะเกษ แต่ยังคงใช้ชื่อ ศาลากลางเมืองขุขันธ์ ส่วนพื้นที่อำเภอเมืองขุขันธ์ยังอยู่ที่ตั้งเดิม

- ปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ ยุบเมืองศรีสะเกษและเมืองเดชอุดม โดยให้อำเภอที่ขึ้นกับเมืองทั้งสองไปขึ้นกับเมืองขุขันธ์

- ปี พุทธศักราช ๒๔๕๙ โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเมืองขุขันธ์ เป็นชื่อจังหวัดขุขันธ์

- ปี พุทธศักราช ๒๔๖๐ เปลี่ยนชื่ออำเภอเมืองขุขันธ์ เป็น อำเภอห้วยเหนือ 

- ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นชื่อจังหวัดศีร์ษะเกษ เปลี่ยนชื่อ อำเภอห้วยเหนือ เป็นชื่อ อำเภอขุขันธ์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


คุณเชื่อหรือไม่ ? จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งง่ายมาก  

           กล่าว คือ เมื่อปี พ.ศ. 2481 เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นชื่อจังหวัดศีร์ษะเกษ (11 พ.ย. 2481) โดย พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามจังหวัด และอำเภอบางแห่ง พุทธศักราช 2481 ดู มาตรา 3 ซึ่งเน้นเปลี่ยนชื่อเพียงจังหวัดเดียว คือจากชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็น จังหวัดศรีสะเกษ  
         ดังนั้น จังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2481 นี่เอง (ถ้าเปรียบเป็นคนก็จะเป็นผู้สูงอายุ ที่เพิ่งมีอายุได้ 80 ปี นับถึงปี พ.ศ. 2561 นี้) ตามไปดูรายละเอียด พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามจังหวัด และอำเภอบางแห่ง พุทธศักราช 2481 ที่ลิงก์ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2481/A/658.PDF



4. “...เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของตากะจะ ...ในบางพื้นที่ /บางหมู่บ้าน/ตำบล สามารถสร้างอนุเสาวรีย์ตากะจะไว้เคารพกราบไหว้ได้ แต่อย่าบิดเบือนประวัติศาสตร์...ครับ

เอกสารอ้างอิง
- การตั้งเมืองศีร์ษะเกษ(พ.ศ. 2325)และยุบเมืองศีร์ษะเกษ(พ.ศ. 2450) ที่ลิงก์ http://www.mueangkhukhanculturalcouncil.org/2014/08/2325-2450.html

- เหตุการณ์สำคัญในยุค “พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน” ตำแหน่ง  เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ 2(พ.ศ. 2321 - 2325) ที่ลิงก์ http://www.mueangkhukhanculturalcouncil.org/2014/07/blog-post_91.html

- พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามจังหวัด และอำเภอบางแห่ง พุทธศักราช 2481 ดู มาตรา 3 ซึ่งเน้นเปลี่ยนชื่อเพียงจังหวัดเดียว คือจากชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็น จังหวัดศรีสะเกษ  ที่ลิงก์ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2481/A/658.PDF

- ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอวังหิน(๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐) ที่ลิงก์ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2530/D/045/1752.PDF

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้อำนาจผู้นำเปลี่ยนแปลงอักขระวิธีไทย ช่วง พ.ศ. 2485 - 2487

พ.ศ. ๒๔๘๕ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัถมนตรี ใช้อำนาจผู้นำเปลี่ยนแปลงอักขระวิธีภาษาไทย(1) โดยตัดตัวอักษรที่มีเสียงซ้ำออกไป ๑๓ ตัว ตัดสระออกไป ๕ ตัว ประกาศให้เป็นตัวหนังสือของทางราชการ และเลิกใช้เมื่อหมดอำนาจในปี พ.ศ. ๒๔๘๗(2)

ตัวอย่างอักขระวิธีภาษาไทยที่เปลี่ยนแปลงไป คือป้ายสถานีตำหรวดภูธรจังหวัดสรีสะเกส
ระหว่าง พ.ศ. 2485-2487 ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัถมนตรี
  

ภาพสถานีตำรวจภูธรอำเภอขุขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. 2510
ภายหลัง พ.ศ. 2478 อักขระวิธีภาษาไทยก็เข้าสู่รูปแบบปัจจุบัน
ดังที่ทุกท่านได้เห็นในป้าย สถานีตำรวจภูธรอำเภอขุขันธ์ บนภาพนี้
เอกสารอ้างอิง :
(1) ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักสรไทย 28 พรึสภาคม 2485 คลิก
(2) วาทิน ศานติ์ สันติ.ภาษาศาสตร์ : พัฒนาการอักษรไทย จากเริ่มต้นสู่วิบัติ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/449330.(วันที่ค้นข้อมูล : 17 ตุลาคม 2561).

เอกสารอ้างอิง(เพิ่มเติม) :
"ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงอักสรไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. 29 พฤษภาคม 2485. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561คลิก

ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงอักสรไทย ราชกิจจานุเบกสา ตอนที่ ๓๕ เล่ม ๕๙ หน้า ๑๑๓๗ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๕. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561คลิก

# "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องไห้ไช้พจนานุกรมตัวสกดแบบไหม่เปนหลักการเขียนหนังสือไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. 14 กรกฎาคม 2485. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561 คลิก

# "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการไช้เลขสากลเปนเลขไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485.สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561. คลิก

# "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักสรไทย และการไช้เลขสากลเปนเลขไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. 9 พฤศจิกายน 2487. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561คลิก

# "ประกาสแต่งตั้งที่ปรึกสาราชการแผ่นดิน" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๗. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561. คลิก

แผนที่ประเทศสยามเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2436 พร้อมกับการเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 อันเป็นช่วงที่สยามสูญเสียประเทศราชของตนให้แก่ฝรั่งเศส

          การเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของลัทธิอาณานิคมตะวันตก ก่อให้เกิดผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่สําคัญต่อภูมิภาคนี้ คือ การก่อกําเนิดของรัฐแบบใหม่ ซึ่งลัทธิอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดขึ้นในภาวะหรือยุคสมัยที่เรียกว่า “สมัยใหม่” (Modern)ความเป็นสมัยใหม่ของโลกตะวันตก ทําให้ลัทธิอาณานิคมกระทบต่อดินแดนที่ต้องตกเป็นอาณานิคมอย่างมาก โดยสร้างหรือปกครองอาณานิคมบนฐานคติของรัฐแบบใหม่ที่เป็นแบบทางโลก รัฐแบบใหม่หรือรัฐสมัยใหม่ จึงเป็นรัฐที่มีอํานาจเหนือดินแดนที่มีเขตแดนชัดเจน ใช้เขตแดนธรรมชาติเพื่อกําหนดเป็นเขตแดนอํานาจของรัฐ ในขณะเดียวกัน ก็สถาปนาอํานาจการปกครองจากอํานาจที่ศูนย์กลางเหนือพื้นที่หรือดินแดนนั้น(1)

          รัฐสมัยใหม่ (Modern States) จึงถือกําเนิดขึ้นจากเงื่อนไขสําคัญ 2 ประการ ซึ่งช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแยกขาดออกจากกันไม่ได้ คือ ประการแรก เมื่อมองจากภายในรัฐสมัยใหม่ต้องอาศัยพื้นฐานการรวมศูนยอํานาจปกครองของรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ และประการที่สอง เมื่อมองจากภายนอก หรือมองในแง่ความสัมพันธ์ระหวางรัฐในสังคมโลก รัฐสมัยใหม่ตองอาศัยระบบระหว่างรัฐ (The interstate system) เป็นพื้นฐานรับรองการดํารงอยู่ของรัฐ ซึ่งเดวิด เฮลด์(David Held) เสนอวา รัฐสมัยใหม่ทั้งปวงคือรัฐชาติ และนิยามชัดเจนว่า รัฐสมัยใหม่เป็นกลไกทางการเมืองที่แยกหลุดออกจากทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง กลไกทางการเมืองดังกลาวนี้มีอํานาจสูงสุดโดยนิตินัยเหนือประชาชนในอาณาบริเวณที่มีขอบเขตชัดเจน กลไกนี้อ้างว่าตนผูกขาดอํานาจบังคับและตนได้รับความสนับสนุนหรือความภักดีจากพลเมืองด้วย(2)  โดยรัฐสมัยใหม่จะต้องมีแบบแผนอุดมคติ (Ideal Type) หรือคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการคือ 1.ต้องมีประชากรจํานวนหนึ่ง 2.มีดินแดน อาณาเขต เป็นหลักแหล่งแน่นอน 3.มีรัฐบาล หรือองค์กรที่ทําหน้าที่ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยภายในรัฐ 4.มีอํานาจอธิปไตยเป็นอํานาจสูงสุดของตนอย่างอิสระไม่ขึ้นต่อผู้อื่น(3)



          ความสํานึกในคําว่า “รัฐ” (State) ตามจารีตทางภูมิปัญญาของสังคมตะวันตก เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศสยามในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นายโจเซฟ บัลเลสเตียร์ (Joseph  Ballestier) ทูตชาวอเมริกันเข้ามายังพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2393 โดยจดหมายเหตุทางฝ่ายไทยจดไว้ว่าเขาผู้นี้เป็น “ราชทูตรับใช้แต่เจ้าแผ่นดิน อเมริกันทั้ง 30 เมืองที่เข้ากันเปน เมืองเดียว จะได้ถือราชสาส์นมาถึงเมืองต่างๆ ที่อยู่ส่วนพิภพอาเซียตะวันออกเฉียงใต้มีมหานครศรีอยุธยาเปนต้น”(4)  คําว่า “STATES” ในชื่อประเทศสหรัฐฯ ได้รับการถ่ายทอด หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “เมือง” ซึ่งในขณะนั้นสยามยังไม่เกิดความคิดที่จะถ่าย คําว่า “STATE” ด้วย

          คำว่า “รัฐ” จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คำว่า “STATE” จึงเริ่มเขามามีบทบาทอย่างเป็นทางการในชีวิตทางการเมืองของสยามเป็นครั้งแรก ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการตรา “พระราชบัญญัติเคานซิลออฟสเตต” ขึ้นในปี พ.ศ. 2417 แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็บอกคําแปลไว้ดวยในตัวเองที่เรียกว่า “สเตต“ นั้น หมายถึง “แผนดิน” นั่นเอง(5) แต่ก็ตองรอเวลาอีก 20 ปีที่คำว่า “รัฐ” จึงจะเข้ามาเป็นคําแปลของคําว่า “STATE” กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรา “พระราชบัญญัติรัฐมนตรี” ออกมา ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติเคานซิลออฟสเตตให้สมบูรณ์ขึ้นนั่นเอง(6) และจากจุดนี้เป็นต้นมา คำว่า รัฐ” ที่เราพูดถึงกันเสมอในปัจจุบันจึงเป็นรัฐที่มีพื้นฐานมาจากมรดกทางการเมืองของสังคมตะวันตก(7)

         ในขณะที่ความคิดเรื่อง “รัฐ” กําลังเริ่มก่อตัวขึ้นในสังคมสยามนั้น แนวคิดเรื่องเส้นเขตแดนก็ถือเป็นสํานึกของรัฐแบบสมัยใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่เริ่มปรากฏขึ้นในความคิดของชนชั้นนําด้วยเช่นกัน โดยพบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความคิดและพยายามที่จะแสดงตัวตน และรูปร่างของสยามในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงด้วยการว่าจ้างชาวอังกฤษให้เข้ามาสํารวจและทําแผนที่ ไปพร้อมๆ กับที่ฝรั่งเศสกําลังสํารวจตามลําแม่น้ำโขงในขณะนั้นด้วย(8) ใน
ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงพยายามค้นหาพระราชอาณาเขตสยามในเชิงดินแดนตามระบบภูมิศาสตร์แบบตะวันตก ด้วยการระบุที่ตั้งอันแน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะความคิดที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน นั่นคือความคิดในเรื่องการกําหนดเส้นแบ่งแดนที่มีความชัดเจนในระดับองศาลิบดาบนพื้นดินทะลุขึ้นไปเหนือห้วงอวกาศ(9)

           “พระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ละติจุด 14 องศา 19 ลิปดาเหนือ และลองจิจูด 100 องศา 37 ลิปดา ทางตะวันออกของเมืองกรีนิช ยังมีนครอื่นๆ อีกไม่ไกลนักที่ชาวกัมพูชาได้ครอบครองด้วยเช่นกัน แต่สถานที่ตั้งแน่นอนหรือ ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของ
นครเหล่านี้ยังไม่ทราบได้”(10)

          ความพยายามของชนชั้นนํา ที่จะแสดงตําแหน่งที่ตั้งของสยามบนโลกแห่งความเป็นจริงตามแนวความคิดเรื่องเขตแดนของการเมืองแบบตะวันตก ที่นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้ากับลัทธิอาณานิคมแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของสยามอันเป็นผลจากการติดต่อแลกเปลี่ยนวิทยาการกับชาติตะวันตกที่มีมากขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย  แม้ในช่วงก่อนหน้านี้ ชนชั้นนําสยามจะมีความพยายามที่จะแสดงตัวตนของตนผ่านการทําแผนที่ แต่ความพยายามดังกล่าวกลับไม่เป็นผล จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 อันเป็นช่วงที่สยามสูญเสียประเทศราชของตนให้แก่ฝรั่งเศสและในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ภูมิกายา หรือตัวตนทางกายภาพของสยามอุบัติขึ้น แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว สยามเองก็กําลังอยู่ในกระบวนการทําให้ทันสมัย แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สยามหลังปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) มิได้เหมือนกับสยามก่อนหน้านั้นอีกต่อไป แม้กระทั่งในความคิดของผู้ปกครองสยามเอง พวกเขาดําเนินภารกิจของตนต่อ แต่เป็นไปในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม(11) ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ชนชั้นนําสยามต้องเสียดินแดนที่เคยเชื่อว่าเป็นมรดกของตนที่สืบมาจากรัฐจารีตไปด้วย

           กรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ในปี ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เกิดขึ้นจากการที่ฝรั่งเศสอ้างว่า ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นของญวนและเขมรมาก่อน เมื่อญวนและเขมรตกไป เป็นของฝรั่งเศสแล้ว ดินแดนดังกล่าวก็จะต้องตกเป็นของญวนและเขมรด้วย  ฝ่ายไทยไม่ยอม เพราะถือว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไทยปกครองมาช้านาหลายแผ่นดินแล้ว ทางฝรั่งเศสก็จะเอาให้ได้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น โดยฝรั่งเศสได้ส่งกําลังทหารทั้งฝรั่งเศสปนแขกมอรอคโค และทหารญวน ทหารเขมรบุกรุกขึ้นมาตามลําแม่น้ำโขง และรบกันหนักที่แก่งหลี่ผี กรณีพิพาทดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนี้ ยุติลงตามสัญญาสงบศึกไทยกับฝรั่งเศสฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม ร.ศ.112 คือไทยยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ทําให้หัวเมืองขึ้นจําปาศักดิ์ทั้งหมดที่อยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตะวันออกก็ตกไปอยู่ในการบํารุงของฝรั่งเศส คงเหลือแต่ตัวเมืองนครจําปาศักดิ์และเมืองขึ้นนครจําปาศักดิ์ที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเท่านั้น(12)

         การเผชิญหน้ากันระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 จบลงด้วยการทําสนธิสัญญาในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) และต่อมาสยามก็ได้ทําสนธิสัญญากับฝรั่งเศสอีกหลายครั้งในครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ.2450) ทําให้สยามต้องยอมสละอํานาจเหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ําโขงทั้งหมด รวมทั้งหลวงพระบางและจําปาศักดิ์(13) ซึ่งการเข้ามาของลัทธิอาณานิคมดังกล่าวได้นําไปสู่แนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อลักษณะการปกครองว่า “...เมื่อมีอยู่ก็ต้องปกครองรักษาให้ได้สิทธิขาดจริงๆ ถ้าปกครองไม่ได้สิทธิขาดแล้ว ไม่มีเสียดีกว่า”(14) ซึ่งพระราชดำริดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสภาพของรัฐสยามที่เกิดขึ้น ได้ก่อให้เกิดความมุ่งหวังที่จะรวบอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อความเบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดทางอํานาจของสยามในการปกครอง โดยมีจุดมุ่งหมายในการควบคุมดินแดนหัวเมืองต่างๆ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของสยามโดยตรง พร้อมๆ กับการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการกําหนดเขตแดนประเทศลาวและสยามตามสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) และ 1904 (พ.ศ. 2447) นับแต่นั้นมา ชะตากรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ตกอยู่กับประเทศสยามโดยสิ้นเชิง หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ การแสวงหาอัตลักษณ์ร่วมของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงต้องพิจารณาอยู่ในบริบทของรัฐไทยเท่านั้น(15)

FOOTNOTE :

(1) ฉลอง สุนทราวาณิชย์, “รัชกาลที่ 5 กับลัทธิอาณานิคมและสยาม,” ใน รัชกาลที่ 5 : สยามกับอุษาคเนย์และชมพูทวีป:เอกสารสรุปการสัมมนาวิชาการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 150 ปี (พ.ศ. 2369-2546), ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อรอนงค์ ทิพย์พิมล,บรรณาธิการ.(กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547), หน์า 271.


(2) David Held, “The Development of the Modern State” in Formations of Modernity, eds. Hall Stuart and Gieben Bram (Cambridge: Polity, 1992), p. 87. อางถึงใน สมเกียรติ วันทะนะ, “กําเนิดรัฐสมัยใหม,” วารสารสังคมศาสตรและ มนุษยศาสตร34,1 (มกราคม-มิถุนายน 2551): 167.

(3) สมบัติ จันทรวงศ์, “ศาสนากับการเมือง : ข้อสังเกตเบื้องต้นว่าด้วยอุดมการณ์และวิเทโศบายของพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกฯ” ,รัฐศาสตร์สาร 14,3-15,1 (กันยายน 2531-เมษายน 2532): 22; สมเกียรติ วันทะนะ, “เมืองไทยยุคใหม่: สัมพันธภาพระหว่างรัฐกับประวัติศาสตร์สํานึก” ใน อยู่เมืองไทย, สมบัติ จันทรวงศ์ และชัยวัฒน์ สถาอานันท์,บรรณาธิการ. (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530), หน้า 72-73.


(4) จดหมายเหตุเรื่องทูตอเมริกันเข้ามาในรัชกาลที่ 3 เมื่อปีจอ พ.ศ. 2393 (พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2466),หน้า 19. อ้างถึงใน สมเกียรติ วันทะนะ, “รัฐไทย : นามธรรมและรูปธรรม ” รัฐศาสตร์สาร 14,3 (กันยายน 2531-เมษายน 2532): หน้า 193.


(5) ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, เอกสารการเมือง-การปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตํารา

สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 20-27. อ้างถึงใน สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 193.

(6) เสถียร ลายลักษณ์, ประชุมกฎหมายประจําศก เล่ม 14 กฎหมาย ร.ศ. 112-113 (พระนคร, 2478), หน้า 213-220. อ้างถึง
ใน สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 193-194.

(7) เรื่องเดียวกัน, หน้า 194.

(8) เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4,พิมพ์ครั้งที่ 6(กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง
แอนด์พับลิชชิ่ง จํากัด, 2548), หน้า 231.

(9) ทวีศักดิ์ เผือกสม, อินโดนีเซีย รายา: รัฐจารีต สู่ “ชาติ” ในจินตนาการ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2547), หน้า 17.

(10) พงศาวดารสยามอย่างย่อ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ,แปลโดย วินัย พงศ์ศรีเพียร ใน ความยอกย้อนของอดีต พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติ พลตรีหม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี(กรุงเทพฯ: ม.ป.ท., 2537), หน้า 74. อ้างถึง
ใน โดม ไกรปกรณ์, “ตําราพระราชพิธีสมัยรัชกาลที่ 4-5 (พ.ศ. 2394-2453),” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2542), หน้า 117.

(11) Thongchai Winichakul, Siam Mapped : A History of the Geo-body of A Nation(Honolulu: University of Hawaii
Press, 1994), p. 142.

(12) เติม วิภาคพจนกิจ,ประวัติศาสตร์อีสาน,พิมพ์ครั้งที่ 4(กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,
2546), หน้า 74.

(13) พงศาวดารเมืองเวียงจันท์” , ปริวรรตโดย จารุวรรณ ธรรมวัตร ใน แลลอดพงศาวดารลาว(มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ม.ป.ป.), หน้า 25.

(14) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระราชดํารัสทรงในที่ประชุมเสนาบดีเรื่องทําหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี
กับอังกฤษ ร.ศ. 128” , ศิลปากร 3 (กันยายน 2519): 69. อ้างถึงใน เตือนใจ ไชยศิลป์, “ล้านนาในการรับรู้ของชนชั้นปกครอง
สยาม พ.ศ. 2435-2475,” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
2536), หน้า 102.

(15) ชาร์ลส์ เอฟ คายส์, แนวคิดท้องถิ่นภาคอีสานนิยมในประเทศไทย, แปลโดย รัตนา โตสกุล (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยสังคม
อนุภาคลุ่มน้ำโขง, 2546), หน้า 53.

การพ่ายแพ้สงครามครั้งแรกของพม่า ใน พ.ศ. 2368

          จากความสําเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ทําให้การค้าและอุตสาหกรรมเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงได้ขยายตลาดการค้าของตนออกไป และเพื่อความมั่นคงของตลาดการค้าและแหล่งวัตถุดิบจึงได้เข้าครอบครองดินแดนต่างๆ เป็นอาณานิคม จักรวรรดินิยมตะวันตกได้เริ่มเข้าคุกคามเอเชียตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 24 หรือในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี  การพ่ายแพ้สงครามกับอังกฤษครั้งแรกของพม่า ใน พ.ศ. 2368 เป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยให้แก่สยาม เพราะพม่าและสยามมียุทธวิธีในการรบแบบเดียวกัน การพ่ายแพ้ของพม่าทําให้ชนชั้นนําสยามตระหนักถึงประสิทธิภาพของกองทัพอังกฤษมากขึ้น ดังนั้น เมื่ออังกฤษส่งเฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) มาทําสัญญาในปี พ.ศ. 2369 จึงได้รับความร่วมมือจากสยามเป็นอย่างดี

          สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบกับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม, มณีปุระ, ยะไข่ และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษก็เริ่มต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้นเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก
          
           กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกดินแดนทางใต้เข้าไว้กับตน โดยเรียกดินแดนดังกล่าวใหม่ว่า พม่าตอนล่าง สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าพุกามแมง (ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนามัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอกขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้
       
           
รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอพระทัย และไม่สามารถควบคุมราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้ทั้งหมด  และทำให้พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2429 และระยะก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย และต่อมาประเทศพม่าได้รับเอกราชใน พ.ศ.2491(หรือตรงกับค.ศ. 1948) ช่วงต้นปกครองแบบชาติประชาธิปไตย และหลังรัฐประหารใน พ.ศ.2505 (หรือตรงกับค.ศ. 1962) เป็นการปกครองแบบเผด็จการทหาร แม้เผด็จการทหารสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการใน พ.ศ.2554 (หรือตรงกับ ค.ศ. 2011) แต่ผู้นำพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นอดีตนายทหาร

เอกสารอ้างอิง : 
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.2561.ประเทศพม่า. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศพม่า#cite_ref-34.(28 กันยายน 2561).

อำมาตตรี พระวิเศษชัยชาญ ( ชอุ่ม อมัตติรัตน์ ) ผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ท่านที่ 2 (พ.ศ. 2463 - 2465)

อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๖๗
อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ
(พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๖๗)
          สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงพระนิพนธ์ไว้ในคำนำของประชุมปกรณัมภาคที่ ๔ เรื่องเวตาลปกรณัม พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๘ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร  ความว่า


          " พระยาวิเศษไชยชาญ ต ม. จ ช. ร จ พ. นามเดิมฉอุ่ม นามสกุลอมัติรัตน์ เกิดเมื่อวันอังคารเดือนยี่แรม ๕ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๖ มกราคม ปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ เปนบุตรพระพิมูลภักดี อ่ำ มารดาชื่อเอี่ยม บ้านเดิมอยู่เมืองพิไชยเก่า เรียนอักขรสมัยในสำนักบิดา แลพระครูวิเชียรปัญญามหามุนี วัดมหาธาตุเมืองพิไชยเก่า แรกเข้ารับราชการอยู่กับเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร์) เมื่อยังเปนพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ได้เปนเสมียนไปรับราชการณเมืองหลวงพระบาง เมื่อครั้งเจ้าพระยาสุรสีห์เปนข้าหลวงใหญ่ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ครั้นเมื่อเจ้าพระยาสุรสีห์ได้เปนข้าหลวงเทศาภิบาลแรกจัดการมณฑลพิษณุโลก ได้มารับราชการเปนเสมียนอยู่ในข้าหลวงเทศาภิบาลด้วย ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นโดยลำดับ จนได้เปนผู้ช่วยข้าหลวงมหาดไทยมณฑลพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนหลวงสำเริงนฤปการ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ ย้ายไปเปนนายอำเภอเมืองพิจิตร์อยู่ ๑ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ จึงกลับมาเปนข้าหลวงมหาดไทยมณฑลพิษณุโลก ประจวบสมัยที่กระทรวงมหาดไทยจัดตั้งให้มีนักเรียนปกครองขึ้นตามมณฑล หลวงสำเริงนฤปการได้รับเลือกให้เปนผู้สอนนักเรียนปกครองด้วย ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้พระราชทานสัญญาบัตร์เลื่อนขึ้นเปนพระสำเริงนฤปการ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้เลื่อนตำแหน่งเปนปลัดมณฑลพิษณุโลก ในปีนี้เกิดผู้ร้ายเงี้ยวขึ้นที่เมืองแพร่ กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ไปกำกับราชการเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลกและจัดพาหนะกระสุนดินดำส่งลำเลียงกองทัพที่ขึ้นไปปราบปรามเงี้ยวณเมืองแพร่จนสงบ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๔ เปนบำเหน็จความชอบ

          พระสำเริงนฤปการเปนผู้ชำนาญในการปกครองถึงได้เปนอาจารย์สอนนักเรียนดังกล่าวมา ทางราชการจึงเลือกส่งไปประจำราชการในมณฑลและจังหวัดต่าง ๆ หลายแห่งจนตลอดเวลารับราชการ คือเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ไปเปนผู้ว่าราชการเมืองอุไทยธานี พ.ศ. ๒๔๕๐ เปนปลัดมณฑลชุมพร พ.ศ. ๒๔๕๒ เปนผู้ว่าราชการเมืองชุมพร ถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้พระราชทานยศเปนอำมาตย์เอก พ.ศ. ๒๔๕๖ กลับมาเปนผู้ว่าราชการเมืองอ่างทอง ถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานสัญญษบัตร์เลื่อนขึ้นเปนพระยาวิเศษไชยชาญ พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๔ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ ย้ายไปเปนผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามเลื่อนขึ้นเปนชั้นที่ ๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ มาเปนผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ ป่วยเปนไข้มาลาเรีย ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ นี้ คำนวณอายุได้ ๕๑ ปี.

         พระยาวิเศษไชยชาญรับราชการอยู่เปนเวลา ๓๑ ปี ได้รับพระราชทานเงินเดือนตั้งแต่ ๑๓ บาท ถึง ๖๐๐ บาทเปนที่สุด นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา แลเหรียญที่ระลึกในการพระราชพิธีต่าง ๆ ตามบันดาศักดิ์อิกปลายประการ สิ้นประวัติพระยาวิเศษไชยชาญเพียงนี้ "



เอกสารอ้างอิง :
ประชุมปกรณัมภาคที่ ๔ เรื่องเวตาลปกรณัม พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาวิเศษไชยชาญ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๘ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.

ประชุมปกรณัมภาคที่ ๔ เรื่องเวตาลปกรณัม

ปฏิทินจันทรคติไทย และปีนักษัตรไทย

เดือนจันทรคติไทย : เดือนอ้าย(๑) , เดือนยี่(๒) , เดือนสาม(๓) , เดือนสี่(๔) , เดือนห้า(๕) , เดือนหก(๖) , เดือนเจ็ด(๗) , เดือนแปด(๘) , เดือนแปดหลัง(๘๘) , เดือนเก้า(๙) , เดือนสิบ(๑๐) , เดือนสิบเอ็ด(๑๑) , เดือนสิบสอง(๑๒) และในปีอธิกมาส จะมีเดือนแปดหลัง(๘๘) , 

ปกติมาส ปกติวาร : เป็นปีปกติ เดือนคู่(เดือน ๒, ๔, ๖, ๘, ๑๐, ๑๒) มีข้างขึ้นและข้างแรม 15 วัน และเดือนคี่(เดือน ๑, ๓, ๕, ๗, ๙, ๑๑) มีข้างขึ้น 15 วัน ส่วนข้างแรมมี 14 วัน (รอบปีจันทรคติรวม 354 วัน)

ปกติมาส อธิกวาร : เป็นปีปกติ แต่เดือนเจ็ด(๗) จะมีข้างแรม 15 วัน (รอบปีจันทรคติรวม 355 วัน) 

อธิกมาส ปกติวาร : เป็นปีปกติ แต่เพิ่มเดือนแปดสองหน(๘๘) เพิ่มวัน 30 วัน (รอบปีจันทรคติรวม 384 วัน) 

ปกติสุรทิน จำนวนวันใน 1 ปี มี 365 วัน ตามรอบสุริยคติ (เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน) 

อธิกสุรทิน จำนวนวันใน 1 ปี มี 366 วัน ตามรอบสุริยคติ(เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน) 

วันพระ : ขึ้น ๘ ค่ำ , ขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันเพ็ญ) , แรม ๘ ค่ำ , แรม ๑๕ ค่ำ หากเดือนใดเป็นเดือนขาด หรือเดือนคี่ (เดือน ๑, ๓, ๕, ๗, ๙, ๑๑) ให้ถือเอาแรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันพระ 

รอบวันทางจันทรคติไทย นับตามเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นจริง หรือประมาณ เวลา 06:00น. ถึง 05:59น.

หมายเหตุ
   1) ก่อนปี พ.ศ.2456 ประเทศไทยยังใช้ปฏิทินจันทรคติเป็นหลัก ชื่อเดือน มกราคม-ธันวาคม ยังไม่มีใช้ ผู้คนยุคนั้นจะรู้จักปฏิทินวันแรมค่ำ เดือนอ้ายยี่ ปีชวด ฉลู ฯ หรือจดจำวันเกิดตามปฏิทินจันทรคติ เช่น เกิดวันศุกร์ เดือนยี่ ปีกุน เท่านั้น  หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงเริ่มใช้วันเดือนปีสุริยคติตามสากล ปฏิทินจันทรคติไทยก็ลดบทบาทลงจนเกือบจะหายไป ยังคงเหลือใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น ทางโหราศาสตร์ พิธีกรรม ศาสนา วัฒนธรรม ส่วนอื่นๆ จะใช้ปฏิทินสุริยคติแบบสากลเกือบทั้งหมด ดังนั้น หากจะใช้ปฏิทินในทางโหราศาสตร์ พิธีกรรม หรือ วันสำคัญทางพุทธศาสนา ก็ควรเข้าใจหลักปฏิทินจันทรคติแบบเก่า เปรียบเทียบวันเวลาที่ถูกต้องก่อนใช้

   2) วันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) ตามคติพราหมณ์-ฮินดู และใช้จนถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) พ.ศ.2432 ซึ่งตรงพอดีกับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2432 (รัตนโกสินทร์ศก. 108) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ เป็น วันที่ 1 เมษายน แทน และใช้จนถึง พ.ศ.2483 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทยตามสากลประเทศ จากวันที่ 1 เมษายน เป็น วันที่ 1 มกราคม โดยเริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484 เป็นต้นมา , ในปี พ.ศ.2483 ถ้านับถึงเปลี่ยนปีใหม่ เลือนวันจาก 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม ปรับปีใหม่เร็วขึ้น จำนวนเดือนในปฏิทินไทยจึงหายไป 3 เดือน ดังนั้นในปี พ.ศ.2483 หากนับช่วงเวลาจะมี 9 เดือน โดยวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม พ.ศ.2483 ไม่มีอยู่ในปฏิทินไทยที่ใช้จริง แต่ตามปฏิทินสากล ซึ่งตรงกับปี ค.ศ.1940 ช่วงเวลาในปฏิทินดังกล่าวใช้ตามปรกติ 

3) ปีนักษัตรไทย การเปลี่ยนปีนักษัตรไทยมีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ตามปฏิทินหลวง เป็นแบบที่ใช้ในการบันทึกสูติบัตรปัจจุบัน (แนวทางปฏิบัติตาม หนังสือเวียนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0310.1/ว4 ออกเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539) , เปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) ตามคติพราหมณ์-ฮินดู , เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันเถลิงศก ช่วงวันที่ 15-17 เมษายน , เปลี่ยนปีนักษัตรใน วันสังขารล่อง หรือ วันสงกรานต์ ตามแบบทางภาคเหนือ , เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว , เปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ตามปฏิทินของ อ.เทพย์ สาริกบุตร , ปีนักษัตรจีน โหราศาสตร์จีนจะเปลี่ยนปีนักษัตรในวันสารทลิบชุน(立春) ซึ่งเป็นสารทแรกของปีเริ่มต้นนักษัตรใหม่ ขวบปีใหม่ ตามกฎเกณฑ์ปฏิทินโหราศาสตร์จีนโบราณ ก่อนที่คณะปฏิวัติปกครองสถาปนาสาธารณรัฐจีน (พ.ศ.2455) มีประกาศเปลี่ยนแปลงปฏิทินใหม่ ดู ปฏิทินโหราศาสตร์จีน และบางตำราใช้วันตรุษจีนเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร

จะใช้ปีนักษัตรแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ทำอะไร เช่น บันทึกสูติบัตร จะใช้ปีนักษัตรตามปฏิทินหลวง เปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) , พยากรณ์ทางโหราศาสตร์ต่างๆของไทย จะใช้ปีนักษัตรตามคติพราหมณ์-ฮินดู เปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) , พยากรณ์โหราศาสตร์จีน ดูดวงจีนโป๊ยหยี่สี่เถี่ยว(八字四柱) ดูหลักปี ปีชง ปีฮะ จะใช้ปีนักษัตรจีนตามปฏิทินโหราศาสตร์จีน เป็นต้น

Reference : มายโหรา.คอม.2561.แปลง/เปรียบเทียบ ปฏิทินสุริยคติ - จันทรคติ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.myhora.com/ปฏิทิน/ตรวจสอบวันเดือนปี-สุริยคติ-จันทรคติ.aspx .(24 กันยายน 2561)

บทประชาสัมพันธ์ งานบุญประเพณีแซนโฎนตา สารทแห่งความกตัญญูชาวเมืองขุขันธ์ ปี พ.ศ. 2561 ครบรอบเมืองขุขันธ์ 981 ปี

         "จังหวัดศรีสะเกษ โดยอำเภอขุขันธ์ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ และประชาชนชาวอำเภอขุขันธ์ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ร่วมงานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองขุขันธ์ ที่เรียกว่า งานบุญประเพณีแซนโฎนตา สารทแห่งความกตัญญูของชาวเมืองขุขันธ์ อันเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมทีดีงามของท้องถิ่นชาวอีสานใต้ ที่สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ
         อำเภอขุขันธ์ จัดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 2 - 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2561 ณ บริเวณ ลานอนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน และสนามหน้าที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ 

         ปีนี้ เราจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปี ชมศิลปะการแสดงทางวัฒนธรรม นิทรรศการประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเมืองขุขันธ์ การออกร้านของส่วนราชการ และกลุ่มเครือข่าย OTOP จังหวัดศรีสะเกษ และเชิญชมการประกวดต็วงมงคล ที่มีอัตลักษณ์รากเหง้าจาก 276 หมู่บ้าน

        ในงานฯ วันที่ 2 - 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เชิญชมและเชียร์ ให้กำลังใจนักร้อง นักเต้น ในการประกวดร้องเพลงประกอบหางเครื่องของท้องที่และท้องถิ่น เพื่อจัดหารายได้ช่วยเหลือสาธารณะประโยชน์ของชาวอำเภอขุขันธ์

        วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เชิญชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นพื้นบ้าน จากหมู่บ้าน ตำบล และโรงเรียนต่างๆ ตลอดทั้งวัน และในภาคกลางคืน ชมการซ้อมใหญ่ แสง สี เสียงตำนานความเป็นมาของเมืองขุขันธ์ 

        วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เชิญชมขบวนแห่เครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ และร่วมพิธีแซนโฎนตาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองขุขันธ์ และที่พิเศษอย่างยิ่ง ปีนี้ ในภาคค่ำระหว่างเวลา 18 นาฬิกา เป็นต้นไป ขอเชิญชมการแสดงแสง สี เสียงอันยิ่งใหญ่ตระการตา ตำนานความเป็นมาของเมืองขุขันธ์ ครบรอบ 981ปี ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอขุขันธ์

        อย่าลืม...! วันที่ 2 - 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2561 กลับบ้านเรา...มาร่วมงานบุญประเพณีแซนโฎนตา สารทแห่งความกตัญญูของชาวเมืองขุขันธ์ โดยพร้อมเพรียงกันที่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ"


อำเภอขุขันธ์ ขอขอบคุณ :
เสียงพากย์
...นายเรวัตร  อสิพงษ์  ครูโรงเรียนขุขันธ์ 

ภาพถ่ายสวยๆจากตากล้องมืออาชีพ
...นายบูรณะ โพธิ์อุดม  โทร.091-0202679

ไฟล์ภาพป้ายประชาสัมพันธ์  
...นายสุริยา พรมชาติ  โทร.081-9975259

สถูปคู่บรรจุอัฐิธาตุของบรรพชนเป็นรูปยอดบัว ณ วัดโสภณวิหาร ตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

          การใช้สถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของบรรพชนเป็นรูปยอดบัว และตัวเรือนเป็นเสารูปกลมหรือสี่เหลี่ยม ไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดแต่อย่างใดในสังคมการปลงศพและบูชาบรรพบุรุษหรือผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้วของคนสองฝั่งโขงที่นับถือพุทธศาสนา(1) มีรูปแบบแทบจะเหมือนทั้งหมดหรือคล้ายคลึงจนกล่าวได้ว่า น่าจะมีวิธีคิดและความตกผลึกในทางวัฒนธรรมจากแหล่งที่มาที่ใกล้เคียงหรือในกลุ่มเดียวกัน ดังที่พบสถูปบรรจุอัฐิของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ของชุมชนในวัดทางอีสานหลายแห่ง เช่น ที่วัดเก่าแก่ชื่อ วัดโสภณวิหาร(วัดบ้านลุมพุก) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนเชื้อสายเขมรเป็นส่วนใหญ่ ก็มีการสร้างสถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระผู้ใหญ่ หรือบรรพชนของตนแบบดั้งเดิม และรูปแบบสถูปเป็นแบบคู่สองแห่ง ดังภาพด้านล่างนี้
สถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระผู้ใหญ่ หรือบรรพชนของชาวตำบลกันทรารมย์
อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในยุคที่ยังมีสถานะเป็นเมืองกันทรารมย์
ณ วัดโสภณวิหาร เดิมชื่อ "วัดร็วมปุก"(វត្តរំពុក) ตั้งขึ้นราวๆ พ.ศ. 2410
ก่อนการตั้งเมืองกันทรารมย์( พ.ศ. 2415 - 2440)

ธาตุฝุ่น ที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็ก ยาคูขี้หอม 
ที่จำปาสัก ลาวตอนใต้ จะพบว่าเป็นการทำสถูปรูปบัวที่มักใช้บรรจุอัฐิ
ของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพในวัฒนธรรมไต-ลาว(2)
           และนอกจากนี้ รูปแบบเช่นนี้พบคล้ายคลึงกับการทำสถูปคู่ทำจากหินทรายที่เชิงเขาทางฝั่งไทยก่อนทางขึ้นปราสาทพระวิหารเช่นกัน
สถูปคู่ เป็นโบราณวัตถุมีอยู่ 2 องค์ ตั้งคู่อยู่บริเวณทิศตะวันตกของผามออีแดง
อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถ้าเดินทางจากผามออีแดงไปยังเขาพระวิหาร
ก็จะผ่านสถูปคู่นี้ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดหน้ากว้าง 1.93 เมตร สูง 4.20 เมตร
ยอดมนคล้ายดอกบัวตูม ข้างในเป็นโพรงบรรจุสิ่งของ ก่อสร้างด้วยหินทรายเป็นท่อนที่ตัด
และตกแต่งอีกที นับว่าแปลกจากศิลปวัฒนธรรมยุคอื่นใด(3)
Reference : 
(1) วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์.สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพร และลูกหลานชาวโยดะยาในพม่า “คุณหมอทิน มอง จี”.ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ ธันวาคม 2555.เผยแพร่ผ่าน www.silpa-mag.com เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2559.
(2) ขอบคุณภาพธาตุฝุ่น จาก สโมสรศิลปวัฒนธรรม www.silpa-mag.com
(3) ขอบคุณภาพสถูปคู่ จาก สำนักอุทยานแห่งชาติ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช http://park.dnp.go.th

พ.ศ. 2410 รัชกาลที่ 4 โปรดให้เริ่มต้นสร้างนครวัดจำลองไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

นครวัดจำลอง
           เมื่อ พ.ศ. 2410 รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้พระสามภพพ่าย เดินทางไปถ่ายแบบนครวัด ที่ประเทศกัมพูชา เพื่อนำมาสร้างจำลองไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้วยมีพระราชดำริว่า "เพื่อจะให้คนไทยทั้งหลายเห็นว่าเป็นของอัศจรรย์ทำด้วยศิลาทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งไรปน" 
          นครวัดจำลอง สร้างเสร็จในรัชกาลที่ 5 เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอบ 100 ปี ในปี พ.ศ. 2425  โดยฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย หรือที่รู้จักกันในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ว่า "เจ้าต๋ง" เป็นโอรสองค์ที่ 4 ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสิหวิกรม

"พระสยามเทวาธิราช"...เทพผู้ปกปักรักษาราชอาณาจักรสยาม

พระสยามเทวาธิราช 

          รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้พระองค์เจ้าประดิษฐวรการการปั้นหล่อขึ้น เป็นรูปหล่อด้วยทองคำสูง 8 นิ้ว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ ทรงเฉลิมพระนาม "พระสยามเทวาธิราช" เป็นเทพผู้ปกปักรักษาราชอาณาจักรสยาม

จารึกទួលអង្គ​ พบที่จังหวัดตาแก้ว ประเทศกัมพูชา : จารึกภาษาขอมโบราณสมัยก่อนเมืองพระมหานคร​ ยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของชนชาติพันธุ์กูย(กวย) เมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7

          จารึกទួលអង្គ​ เป็นจารึกภาษาขอมโบราณสมัยก่อนเมืองพระมหานคร ราวช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7(อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 601 ถึง ค.ศ. 700 หรือ พ.ศ. 1144 ถึง 1243) ซึ่งก็ตรงกับสมัยเจนละ (ចេនឡា) ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจารึกนี้จารึกขึ้นในยุคสมัยพระมหากษัตริย์องค์ใดใน 5 พระองค์ดังต่อไปนี้ ได้แก่
​​​​​​​           1) พระเจ้ามเหนทรวรฺมฺมที่ 1 หรือพระเจ้าจิตรเสน (ព្រះមហាក្សត្រ : មហេន្ទ្រវម៌្មទី១ ព្រះនាមផ្ទាល់ : ចិត្រសេនា  រជ្ជកាល : ៥៩៨-៦១០)
​​​​​​​           2) พระเจ้าอีสานวรฺมฺมที่ 1 หรือพระเจ้าอีสานเสนา (ព្រះមហាក្សត្រ : ឦសានវម៌្មទី១ ព្រះនាមផ្ទាល់ : ឦសានសេនា  រជ្ជកាល : ៦១០-៦៣៥)
​​​​​​​           3) พระเจ้าภววรฺมฺมที่ 2 หรือพระเจ้าภววรฺมฺม (ព្រះមហាក្សត្រ : ភវវម៌្មទី២ ព្រះនាមផ្ទាល់ : ភវវម៌្ម  រជ្ជកាល : ៦៣៥-៦៥៧)
​​​​​​​           4) พระเจ้าชยวรฺมฺมที่ 1 หรือพระเจ้าชยวรฺมฺม (ព្រះមហាក្សត្រ : ជយវម៌្មទី១ ព្រះនាមផ្ទាល់ : ជយវម៌្ម  រជ្ជកាល : ៦៥៧-៦៨១)
​​​​​​​           5) พระนางเจ้าชยเทวีที่ 1 หรือพระนางเจ้าชยเทวี (ព្រះមហាក្សត្រី : ជយទេវីទី១  ព្រះនាមផ្ទាល់ : ជយទេវី  រជ្ជកាល : ៦៨១-៧១៦)

           สำหรับที่มา เกี่ยวกับศิลาจารึกนั้นมีการแปลที่แตกต่างกันออกไป สำหรับที่มาของข้อมูลจารึกนี้ มาจาก 2 แหล่ง ก็คือ
          1) จากกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปะ ของประเทศกัมพูชา ได้ลงทะเบียนศิลาจารึกទួលអង្គ ไว้เป็นลำดับเลขที่ 559
          2) ตามเอกสารของยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) อธิบายไว้ว่า ชิ้นส่วนของศิลาจารึกที่พบมีจำนวนทั้งสิ้น 3 แผ่น เก็บรักษาไว้ที่วัดខ្នាតដំបូក นั้น ถูกพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1923 หรือตรงกับ พ.ศ. 2466 โดยพบอยู่บนទួលអង្គโบราณแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ของอำเภอបាទី จังหวัดតាកែវ (จังหวัดตาแก้ว) ซึ่งชิ้นส่วนของจารึกนี้ จารึกเป็นภาษาขอมโบราณสมัยก่อนเมืองพระมหนคร(ចារឹកជាភាសា
ខ្មែរបុរាណ សម័យមុនអង្គរ) แผ่นที่ 1 มีข้อความจารึก 8 บรรทัด กล่าวถึง การบริจาคทรัพย์ คนรับใช้ และที่นำโดยผู้มีตำแหน่งបោញท่านหนึ่ง อุทิศถวายแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือชื่อว่า  វ្រះកម្រតាង៑អញ៑ឝ្រី…រេឝ្វរ  สำหรับจารึกแผ่นที่ 2 พบมีข้อความ 3 บรรทัด และจารึกแผ่นที่ 3 พบมีข้อความจารึก 2 บรรทัด( จากเอกสาร G. coedes Inscription du Cambodge Vol II P.36)


         ที่พิเศษและน่าสนใจก็คือ ข้อความจารึกទួលអង្គ​แผ่นที่ 1  บรรทัดที่ 5 ได้จารึกข้อความชื่นชมชนชาติพันธุ์กูย(กวย) ไว้ว่า ...(ខ្នាន់ត្រា)ត្រាប៑កួយធ្វើការ... อ่านออกเสียงตามระบบ IPA (International Phonetic Alphabet) ได้ว่า /(knan-tr)trab-kuəy-tʰvəː-kaːr/ ซึ่งแปลว่า...คนรับใช้ชาวกูย(กวย)ทุกคนขยันขันแข็งในการทำงาน...นั่นเอง
          ซึ่งถึงแม้ ข้อความนี้จะเป็นข้อความจารึกขอมโบราณสั้นๆ แต่ก็เป็นข้อความที่บ่งบอกถึงการมีตัวตนอยู่ของชนชาติพันธุ์กูย(กวย) เมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7(อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 601 ถึง ค.ศ. 700 หรือ พ.ศ. 1144 ถึง 1243) และขอมโบราณ ยุคนั้นเรียกชนชาติพันธุ์นี้ว่า กูย(กวย) มานานกว่า 1,400ปีมาแล้ว นั่นเอง 

การใช้ศักราชในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน : พ.ศ. ไทย กับ กัมพูชา ทำไมจึงต่างกัน ?

           พุทธศักราช (พ.ศ.) ประเทศไทยเริ่มใช้พุทธศักราชในหมู่คณะสงฆ์ ก่อนที่รัชกาล 6 จะโปรดเกล้าฯให้นำมาใช้แทน ร.ศ. ปีพุทธศักราชของไทย ถือกำเนิดโดยให้วันปรินิพพานเป็นปี พ.ศ. 0 แต่ที่ประเทศศรีลังกา พม่า ลาว และกัมพูชา นับ พ.ศ.มากกว่าประเทศไทยไป 1 ปี กล่าวคือ นับเอาวันปรินิพพานเป็นปีที่ 1 นั่นเอง

           คริสต์ศักราช (ค.ศ.) เริ่มนับเอาตั้งแต่ปีที่พระเยซูคริสต์เกิดเป็น ค.ศ. 1 ซึ่งเวลานั้น พ.ศ. มีมาแล้วนับได้ 543 ปี ดังนั้นวันคริสต์มาสในปี 2001 จึงครบรอบวันสมภพ 2000 ปี โดยมีวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่

           มหาศักราช (ม.ศ.) หรือที่ชาวอินเดียเรียกว่า ศกาพทะ หรือ ศาลิวาหนกาล แปลว่า ปีของชาวศกะ (Scythian) เริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระเจ้าศาลิวาหนะ หรือบางตำนานเรียกว่า พระเจ้ากนิษกะ แห่งศกราชวงศ์ ทรงมีชัยชนะเหนือแคว้นโดยรอบ เป็นมหาศักราชที่ 1 มีวิธีการนับวันเดือนปีจะเป็นไปตามสุริยคติ โดยวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 เมษายนของทุกปี เกิดหลังพุทธศักราช 621 ปี
           จุลศักราช (จ.ศ.) เป็นการนับเดือนปีเป็นแบบทางจันทรคติ เริ่มนับ จ.ศ. 1 เมื่อปี พ.ศ. 1182 โดยนับเอาวันที่พระบุพโสระหัน สึกออกจากการเป็นพระมาเพื่อชิงราชบัลลังก์เป็นวันแรกของศักราช ในสมัยโบราณถือตามสุริยคติ (คัมภีร์สุริยยาตร์) ใช้วันเถลิงศก (ปัจจุบันตกราว 16 เมษายน) เป็นวันปีใหม่ แต่ต่อมาเนื่องจากเดือน 5 ไทยเราจะไปตรงกับเดือนจิตรามาสอันเป็นเดือนแรกของปฏิทินจันทรคติทางชมพูทวีป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าให้ถือตามจันทรคติ คือใช้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติและให้เป็นวันเปลี่ยนนักษัตรด้วย แต่ยังคงเปลี่ยนปีจุลศักราชในวันเถลิงศก
           รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เริ่มใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2432 เป็นวันที่ 1 เมษายน ร.ศ. 108 โดยถือเอาปีที่ตั้งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง เป็นปีรัตนโกสินทร์ศกที่ 1 และใช้อยู่จนถึง ร.ศ. 131 เป็น ร.ศ. สุดท้าย หรือเพียง 23 ปี ก็เลิกใช้ไป เพราะเห็นว่าไม่สะดวกในการอ้างอิงปีในประวัติศาสตร์ เช่น กล่าวว่า ไทยเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปีที่ 15 ก่อน ร.ศ. เป็นต้น

           ปัจจุบันนี้ มีเพียง ประเทศไทย ประเทศเดียวเท่านั้น ที่ใช้ปีพุทธศักราชในทางราชการ และเป็นปีในทางศาสนาควบคู่ไปด้วย โดยเปลี่ยนพุทธศักราชในวันแรกของเดือนมกราคม

           ศรีลังกา ใช้ปีคริสตศักราช เป็นปีราชการ และใช้ปีพุทธศักราช เป็นปีในทางศาสนา โดยจะเปลี่ยนพุทธศักราชในวันวิสาขบูชา

           พม่า ใช้ปีจุลศักราชหรือเมียนม่าศักราช เป็นปีราชการ และใช้ปีพุทธศักราช เป็นปีในทางศาสนา โดยจะเปลี่ยนพุทธศักราชในวันวิสาขบูชา แต่ในสื่อสิ่งพิมพ์และความนิยมของประชาชน จะใช้จุลศักราชควบคู่กับคริสตศักราช

           ลาว ใช้ปีคริสตศักราช เป็นปีราชการ และใช้ปีพุทธศักราช เป็นปีในทางศาสนา โดยจะเปลี่ยนพุทธศักราชในวันสงกรานต์

           กัมพูชา ใช้ปีคริสตศักราช เป็นปีราชการ และใช้ปีพุทธศักราช เป็นปีในทางศาสนา โดยจะเปลี่ยนพุทธศักราชในวันสงกรานต์




           สรุปแล้ว การเริ่มต้นนับ พ.ศ.ของประเทศไทย จะไม่เหมือนกันกับที่ประเทศเพื่อนบ้าน(ประเทศศรีลังกา  พม่า ลาว และประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะที่กัมพูชา ซึ่งเริ่มต้นนับตั้งแต่ภายหลังวันที่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 1 วัน กล่าวคือ หลังวันขึ้น 15 ค่ำเดือนหก ซึ่งก็ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือนหก)  เพราะประเทศไทย จะเริ่มนับ พ.ศ. 1 ภายหลังจากวันที่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 1 ปี นั่นคือ ปีแรกนับเป็น พ.ศ. 0 (ศูนย์) เมื่อครบ 1 ปี จึงเริ่มนับ พ.ศ. 1 นั่นเอง

เกณฑ์การเปรียบเทียบศักราชต่างๆเพื่อเทียบเป็นปีพุทธศักราช
1. ถ้าพบว่าเป็น "มหาศักราช" ให้เอา 621 บวก
2. ถ้าพบว่าเป็น "จุลศักราช" ให้เอา 1181 บวก
3. ถ้าพบว่าเป็น "ศักราชรัตนโกสินทร์" ให้เอา 2324 บวก
4. ถ้าพบว่าเป็น "ศักราชจุฬามณี" หรือ " ศักราชกฏหมาย" ให้เอา 258 ลบ ผลลัพธ์เป็นจุลศักราช แล้วจึงเปลี่ยน "จุลศักราช" เป็น พุทธศักราช
5. ถ้าพบว่าเป็น " คริสตศักราช" ให้เอา 543 บวก

ขอบคุณที่มา : 
- ความรู้เรื่องศักราชที่ใช้ในหนังสือไทย (สนง.วัฒนธรรมแห่งชาติ)
- ภาพประกอบจากเฟสบุก Cheng Nary

นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
รักษาการแทน ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
โทร. 098-5869569

สนับสนุนโดย