ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เตรียมการย้ายศาลากลางเมืองขุขันธ์ ไปตั้งที่ เมืองศรีสะเกษ

            ปี พ.ศ. 2447 ได้มีการปรับปรุงเขตอำเภอ คือ ยุบอำเภอกันทรลักษ์  โดยแบ่งส่วนหนึ่งให้ไปรวมและขึ้นต่ออำเภออุทุมพรพิสัย ส่วนหนึ่งไปรวมกับอำเภอห้วยเหนือ ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันมิให้เป็นที่ซ่องสุมผู้คนของกลุ่มผู้ที่ยังรักและศรัทธาในตัว   ท้าวบุญจันทร์อยู่ และในปีเดียวกันนี้ พระยาบำรุงบุระประจันต์ ข้าหลวงบริเวณกำกับขุขันธ์    ได้เริ่มวางแผนที่จะย้ายที่ทำการศาลาว่าราชการเมืองขุขันธ์  ไปตั้งอยู่ ณ  อำเภอกลางศรีสะเกษ

            ปี  พ.ศ. 2448 ได้มีการย้ายที่ทำการ อำเภอปจิมศรีสะเกษ ไปตั้งที่บ้านสำโรงใหญ่  ตำบลสำโรง  เรียกว่า  อำเภอสำโรงใหญ่

            ปี  พ.ศ.  2449  ได้ทำการย้ายอำเภออุทัยศรีสะเกษ  ไปตั้งที่บ้านหนองกก  ตำบลยาง

            มาในปี พ.ศ. 2450 หลังจากได้วางแผนที่จะย้ายศาลากลางเมืองขุขันธ์ มาตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2447 เป็นเวลา 3 ปี เห็นเป็นโอกาสที่เหมาะสมจึงได้ย้ายศาลากลางเมืองขุขันธ์ มาตั้ง ณ   ที่ศรีสะเกษ  ด้วยเหตุผลประกอบเพียงว่า
            
            1.หลังจากเมื่อ ปี พ.ศ.2443 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวง มหาดไทย  ปรับปรุงการปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยคงจัดตั้งเป็นมณฑล  แต่แบ่งการปกครองเป็นเมืองบริเวณ  เมืองบริเวณขุขันธ์  ประกอบด้วย 3 เมือง ได้แก่ เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ  และเมืองเดชอุดม  โดยมีพระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี)  เป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองบริเวณ  

             ปี พ.ศ. 2450 นี้เอง พระเจ้าอยู่หัวไปทรงโปรดเกล้าฯ  ให้ปรับปรุงการปกครองอีกครั้ง  โดยให้มีการยกเลิกเมืองบริเวณ และยุบเมืองบางเมืองเป็นอำเภอ ยุบเมืองหลายเมืองเป็นเมืองเดียวกัน  จึงทำให้  เมืองบริเวณขุขันธ์ (เมืองขุขันธ์  เมืองศรีสะเกษ  และเมือง เดชอุดม)  ถูกยุบรวมกัน เรียกว่า “เมืองขุขันธ์”  โดยให้อำเภอต่าง ๆ ที่ขึ้นต่อเมืองทั้ง 3 ให้ขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ทั้งสิ้นทำให้เมืองศรีสะเกษ เมืองเดชอุดม สิ้นสภาพความเป็นเมืองตั้งแต่บัดนั้นมา โดยเมืองเดชอุดม เป็นอำเภอเดชอุดม  เมืองศรีสะเกษ  เป็น อำเภอศรีสะเกษ ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเดชอุดม  และผู้ว่าราชการเมืองศรีสะเกษได้สิ้นสุดไปด้วย
  
            ส่วนตำแหน่งข้าหลวงกำกับบริเวณขุขันธ์ เมื่อเมืองบริเวณถูกยุบรวมและยกเลิกเมืองบริเวณ ทำให้ตำแหน่งข้าหลวงกำกับบริเวณขุขันธ์  สิ้นสุดลงไปในเวลาเดียวกันนี้ จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี)  มีตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการ เมืองขุขันธ์ แทนผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ท่านเดิม คือ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน)     เมื่อพ้นจากตำแหน่ง   ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์แล้ว พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้รับตำแหน่งใหม่  คือ ตำแหน่งกรมการพิเศษเมืองขุขันธ์  และตำแหน่ง  กรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์ ในเวลาต่อมา ( พ.ศ. 2450 – 2460 )  ดังปรากฏในหลักฐาน  ทรงโปรดเกล้าฯ  พระราชทานนามสกุลแก่ อำมาตย์ตรีพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา)  ขณะดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์  มณฑลอุบลราชธานี  ปี พ.ศ. 2459 พระราชทานนามสกุลว่า “ขุขันธิน” (Khukhandhin)
  
            2. จากเหตุการณ์ที่ท้าวบุญจันทร์  ถูกกล่าวหาว่าก่อการกบฎ  และถูกปราบปรามจนเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม จากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ราษฎรผู้ที่ยังรักและศรัทธาในตัวท้าวบุญจันทร์มาก่อน  ยังมีการซ่องสุมรวบรวมผู้คนเพื่อที่จะต่อต้านฝ่ายปกครอง เพื่อแก้แค้น  ให้แก่ท้าวบุญจันทร์ก็ยัง    มีอยู่โดยทั่วไป 
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้  เมืองขุขันธ์  ได้ให้ท้าวทิด  และท้าวชู  กรมการเมืองขุขันธ์ออกไปรักษาการณ์ทางด่านพระประสบ  เกิดความขัดแย้งไม่พอใจการบริหารงานราชการของเมืองขุขันธ์  จึงไม่ฟังการบังคับบัญชาจากเมืองขุขันธ์ เอาใจไปฝักใฝ่เข้าข้างฝั่งเศส จนกระทั่งได้ยกกำลัง    เข้ายึดเอาเมืองมโนไพรได้  โดยที่ทางการไทยไม่สามารถจะจัดการใด ๆ ได้เลย

             ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า สาเหตุที่ทำให้ต้องย้ายศาลากลางเมืองขุขันธ์ ไปตั้งอยู่ ณ   ที่อำเภอศรีสะเกษ  มีสาเหตุอย่างน้อย 3 ประการ
             1. การยุบรวมเมืองขุขันธ์  เมืองศรีสะเกษ  และเมืองเดชอุดม  รวมเป็นเมืองเดียวกัน  เรียกว่า “เมืองขุขันธ์” โดยมีพระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี)  เป็นผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์  และเนื่องจากที่ตั้งศาลากลางเมืองขุขันธ์  มีที่ตั้งติดกับชายแดนเขมรซึ่งอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส     จึงเสี่ยงต่อการใช้อิทธพลของฝรั่งเศส  สร้างความไม่มั่นคงให้แก่เมืองขุขันธ์  ซึ่งมีผลต่อสยามประเทศด้วย  (ไทยต้องเสียเมืองพระตะบอง  เมืองเสียมราฐ  และเมืองศรีโสภณ  ให้แก่ฝรั่งเศส  พร้อมปราสาทเขาพระวิหารอีกด้วย)

             2.  จากเหตุการณ์ที่ท้าวบุญจันทร์ถูกกล่าวหาว่าก่อการกบฏและถูกปราบปราม     จนเสียชีวิต  แต่ราษฎรกลุ่มที่ยังฝักใฝ่และยังรักศรัทธาในตัวท้าวบุญจันทร์  ยังพยายามที่จะรวมตัวก่อการไม่สงบขึ้น  โดยต่อต้านฝ่ายปกครองทุกรูปแบบทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองภายในเมืองขุขันธ์    อยู่ในภาวะที่ไม่น่าไว้วางใจ  อาจจะเกิดการก่อกบฎขึ้นได้ทุกเมื่อ  เนื่องจากมีฝ่ายฝรั่งเศสให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง  
             3. เพื่อรองรับความเจริญที่จะมาพร้อม ๆ  กับการก่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ  นครราชสีมา  ศรีสะเกษ  และอุบลราชธานีในอนาคต
  
            ดังนั้น  ในปี  พ.ศ.  2450  จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้ย้ายที่ตั้งศาลากลางเมืองขุขันธ์   ไปตั้ง ณ ที่อำเภอกลางศรีสะเกษ  แต่ยังใช้ชื่อศาลากลางเมืองขุขันธ์เช่นเดิม(ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) โดยทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี)  ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ขุขันธ์  เป็นท่านที่ 2  ( พ.ศ.  2450 – 2452 )  

            ปี พ.ศ.  2452  ได้โปรดเกล้าฯ  ให้ย้ายที่ทำการอำเภออุทุมพรพิสัย  มาตั้งที่บ้านขนา  ตำบลน้ำอ้อม  เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอน้ำอ้อม ละย้ายที่ว่าการอำเภอน้ำอ้อมมาตั้งที่บ้านโนนสว่าง  ตำบลน้ำอ้อมในเวลาต่อมา

            ปี พ.ศ. 2452  เป็นสมัยที่พระยาประชากิจกรจักร (ทับ มหาเปาระยะ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์และในขณะเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยุบอำเภอกันทรารมย์  เป็นตำบลกันทรารมย์
  
ปี พ.ศ. 2454 พระยาวิเศษสิงหนาถ ( ปิ๋ว บุญนาค ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์  ต่อมาได้ยุบรวมอำเภอกลางเดชอุดม อำเภออุทัยเดชอุดม และอำเภอปจิมเดชอุดม รวมเป็นอำเภอเดชอุดม ให้ขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ 

            ปี พ.ศ. 2456 มี ร.อ. พระอินทร์ประสิทธิศร ( เชื้อ  ทองอุทัย) เป็นผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ ในปีนี้เอง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่ออำเภอกลางศรีสะเกษ เป็นชื่ออำเภอศรีสะเกษ เปลี่ยนชื่ออำเภอสำโรงใหญ่  เป็นชื่ออำเภออุทุมพรพิสัย  เปลี่ยนชื่ออำเภอราษีไศลเป็นชื่ออำเภอคง 
              ในปีเดียวกันนี้ (พ.ศ. 2456) เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของไทยอีกบทหนึ่ง เพราะคนไทย ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2456 ยังไม่มีนามสกุลใช้ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ออกพระราชบัญญัติขนานนามสกุลพระราชทานให้แก่ข้าราชบริพาร  ข้าราชการ และราษฎรทุกคน เรียกว่า นามสกุลพระราชทาน  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร.089-7202420
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการ/ประชาสัมพันธ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร. 098-5869569
สนับสนุนเวปไซต์ โดย...
เที่ยวนครวัด-นครธม ประหยัดและปลอดภัย
สนใจติดต่อโทร. 098-5869569

โรงแรมระนารีสอร์ท - RANA RESORT HOTEL
ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 220 ตำบล ดองกำเม็ด
อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 879658050

ระเบียงน้ำรีสอร์ท - RABIANG NAM RESORT
ตำบล ดองกำเม็ด อำเภอ ขุขันธ์
จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 45671763

บ้านสวนศรีสุภาพ - BAN SUAN SI SUPHAP
ตำบล ห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์
จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 45671666

โรงแรมตั้งใจรีสอร์ท - TANG CHAI RESORT
ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 220 ตำบล หนองฉลอง
อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66)