ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คุ้มชุมชนดั้งเดิมเมืองขุขันธ์

ดังได้กล่าวเป็นเบื้องต้นแล้วว่า  ขุขันธ์เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์  มณฑลอิสาน ที่ตั้งก่อนเมืองใด ๆ  ในจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน  ทำให้เมืองขุขันธ์ประกอบด้วย  ชุมชนโดยรอบตัวเมืองขุขันธ์อยู่หลายคุ้มหลายชุมชน  มาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งจะขอกล่าวถึงที่สำคัญ 4  คุ้มชุมชน 

  1.  คุ้มชุมชนวัดกลาง ( วัดอัมรินทราวาส)  ถือเป็นชุมชนเก่าแก่อยู่ใจกลางเมืองขุขันธ์  ประกอบด้วย  บ้านภูมิเหนือ บ้านภูมิใต้ และชาวตลาดขุขันธ์ ชุมชนวัดกลางจะมีวัดกลาง   เป็นศูนย์รวมในการประกอบพิธีทางศาสนา  มาจนถึงปัจจุบัน  ภาษาที่ใช้ จะเป็นภาษาถิ่นที่เป็นภาษาเขมร

  วัดกลาง อัมรินทราวาส ก่อตั้งเมื่อ  ปี พ.ศ. 2429 สมัยที่พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  (ปัญญา ขุขันธิน) เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ 9 โดยมีพระรัตนโกศา (จันดี กาญจนเสริม) ปลัดเมืองขุขันธ์ ในขณะนั้นพร้อมด้วยกรมการเมืองได้พร้อมใจกันสร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแทนวัดบ้านบก ที่ใช้ประกอบพิธีมาก่อน ที่อยู่ห่างใจกลางเมืองขุขันธ์ไม่สะดวก เมื่อสร้างเสร็จก็ให้เรียกว่า “วัดกลาง” ทางราชการถือเอาวัดกลางเป็นวัดประจำเมืองและเป็นวัดที่พำนักของเจ้าคณะอำเภอมาจนถึงปัจจุบัน วัดนี้จึงเป็นวัดใหญ่เจริญรุ่งเรืองกว่าวัดอื่นๆ รอบเมืองขุขันธ์ ปัจจุบัน บริเวณวัดกลางได้ตั้งโรงเรียนขุขันธ์ราษฎร์บำรุง เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของลูกหลานชาวขุขันธ์ ทั้งภิกษุ  สามเณร  และฆราวาส  

  2.  คุ้มชุมชนวัดเขียนบูรพาราม เป็นชุมชนชาวเขมรอยู่ทางทิศตะวันออกของ  วัดกลาง  ประกอบด้วย  บ้านพราน  บ้านตะแบก  บ้านสะอาง  บ้านสนวน  ชุมชนนี้จะมี  วัดเขียนบูรพาราม  เป็นศูนย์รวมประกอบพิธีทางศาสนา  มาจนถึงปัจจุบัน  และยังมีวัดสะอางอีกวัดหนึ่งที่สร้างขึ้นหลังวัดเขียน  แยกออกมาประกอบพิธีทางศาสนา  มีบ้านสนวนและชุมชนบ้านสะอาง
  
วัดเขียนบูรพาราม  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์ ก่อสร้างเมื่อปี  พ.ศ. 2323  สมัยกรุงธนบุรี โดยมี พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (หลวงปราบ หรือเชียงขัน)  เจ้าเมืองขุขันธ์ ท่านที่ 2  แต่ท่านยังสร้างไม่เสร็จต้องมาถึงแก่อนิจกรรมไปก่อน  จึงทิ้งให้เป็นวัดร้าง  มีป่าดง      ขึ้นปกคลุมขึ้นหนาทึบ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2425 สมัยที่ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าววัง ) เจ้าเมืองขุขันธ์ ท่านที่ 8  ร่วมกับ กรมการเมืองได้นำราษฎรบูรณะยกขึ้นเป็นวัดใหม่ ให้ชื่อว่า “วัดเขียนบูรพาราม“ จนถึงปัจจุบัน  

3. คุ้มชุมชนวัดเจ็กโพธิ์พฤกษ์  เป็นชุมชนเชื้อสายจีนดั้งเดิมของเมืองขุขันธ์  จึงได้เรียกชุมชนนี้ว่า  “บ้านเจ็ก”  ปัจจุบันชุมชนนี้แม้จะชื่อว่า  บ้านเจ็ก  แต่ประชากรพูดภาษาเขมรเป็นส่วนใหญ่  โดยมีวัดเจ็กเป็นศูนย์กลางประกอบพิธีทางศาสนา
 
วัดโพธิ์พฤกษ์ ( วัดเจ็ก ) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองขุขันธ์  ก่อสร้างเมื่อปี  พ.ศ.  2415  ตรงกับสมัยรัชกาลที่  5  สมัยเจ้าเมืองขุขันธ์  ท่านที่  8  (ท้าววัง ) โดยการร่วมมือร่วมใจกันของคนจีน ที่อพยพมาจากนครราชสีมา  กับชาวเขมรกลุ่มดั้งเดิมได้สร้างขึ้นเรียกชื่อว่า  “วัดเจ็กโพธิ์พฤกษ์” โดยเบื้องต้นได้นิมนต์พระจากวัดบกจันทร์นครไปประจำวัด
  
  4. คุ้มชุมชนวัดไทยเทพนิมิตร  เป็นชุมชนที่เป็นที่อยู่ของเจ้าเมืองและชนชั้นปกครองของเมืองขุขันธ์  ที่ตั้งอยู่ริมห้วยเหนือ  จึงเรียกชุมชนนี้อีกชื่อหนึ่งว่า  “บ้านห้วย” คนในชุมชนนี้จะใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาถิ่น  เป็นส่วนใหญ่  ปัจจุบันก็ยังใช้ภาษาเขมร  

วัดไทยเทพนิมิตร  ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองขุขันธ์  ทำการก่อสร้างเมื่อปี  พ.ศ.  2375  ตรงกับรัชกาลที่ 3  ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ  ให้หลวงเทพรักษา  คุมกำลังพลจากกรุงเทพฯ  มาตั้ง  ณ บริเวณนี้  2  ครั้ง  เพื่อมาเกณฑ์กำลังพลจากเมืองขุขันธ์  เมืองศรีสะเกษ  เมืองเดชอุดม  เมืองสุรินทร์  และเมืองสังขะ  เพื่อไปรบกับญวน  เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่กองทัพที่ได้ยกทัพมารวมพลบริเวณนี้ โดยได้นิมนต์พระภิกษุจากวัดบ้านบกจันทร์นคร ไปประจำวัด เดิมเรียกว่า “วัดไทย” ผู้สร้างคือ หลวงเทพรักษา ซึ่งเป็นคนไทยจากกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความมีสิริมงคลมากขึ้น  ต่อมาจึงเรียกชื่อใหม่ว่า  “วัดไทยเทพนิมิตร”
  
  5.  คุ้มชุมชนวัดบก ( วัดจันทร์นคร )  สำหรับชุมชนนี้เป็นชุมชนที่แตกต่างจาก  4 ชุมชน  ที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากประกอบด้วย กลุ่มชนที่พูดภาษาเขมร  และชุมชนที่พูดภาษาลาว  เพราะประกอบด้วยประชากรอยู่ 2  คุ้ม  คือ  ชุมชนตะวันตกของวัด  เป็นชุมชนเก่าแก่จึงเรียกว่า  “บ้านเก่า” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  บ้านในวัง ภาษาเขมรเรียกคุ้มนี้ว่า “ซรกกะนง  เวียง”  หรือ  บ้านในวัง หรือ ซรกจ๊ะ เป็นคุ้มที่อยู่ของเจ้าเมืองขุขันธ์นั่นเอง  ชุมชนบ้านวังนี้จะพูดภาษาเขมร  มาจนถึงทุกวันนี้  

 
อีกคุ้มหนึ่ง คือ  คุ้มบ้านบก  บ้านแดง  ซึ่งมีบ้านเรือนตั้งอยู่เยื้อง ๆ ไปทางทิศใต้ของวัดคุ้มบ้านบกนี้จะพูดภาษาลาว  คล้าย ๆ ลาวเวียงจันทน์  มีประเพณีวัฒนธรรมคล้าย ๆ ลาวเวียงจันทน์  ทั้งนี้สืบเนื่องจากว่า  เป็นคุ้มบ้านเรือนที่  พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (หลวงปราบ หรือเชียงขัน)  เมื่อครั้งที่ร่วมกับทัพส่วนกลางไปทำศึกสงครามที่ลาวเวียงจันทน์ เมื่อชนะศึกและยกทัพกลับ  ได้กวาดต้อนครอบครัวจากลาวเวียงจันทน์กลับมาด้วยเป็นจำนวนมาก หนึ่งในหลาย ๆ ครอบครัว  ที่กวาดต้อนกลับมา มีครอบครัว นางคำเวียง หม้ายสาวตระกูล ขุนนางและมีบุตรติดเป็นชาย  มาด้วย 1 คน ซึ่งหลวงปราบได้รับเลี้ยง  เป็นภรรยาและบุตร บุญธรรมพร้อมบริวาร โดยให้นำมาพำนักตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านบกนี้เอง ปัจจุบันเชื้อสายชาวลาวเหล่านี้ยังมีอยู่ทั้งที่บ้านบก บ้านแดง  บ้านโสน  และบ้านอาวอย ตราบเท่าทุกวันนี้  

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของข้อสังเกตเพื่อเป็นการยืนยันถิ่นฐานอันเป็นที่ตั้งและบรรพบุรุษเมืองขุขันธ์ว่า ชุมชนเมืองขุขันธ์ เป็นชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมหาได้ย้ายไปจากบ้านดวนใหญ่อย่างที่บางท่านเข้าใจไม่  ความจริง  เมืองขุขันธ์  ก็คือ  กลุ่มชนผู้สืบเชื้อสายชาวเขมรป่าดงที่มีถิ่นฐานอยู่แถบบริเวณเมืองขุขันธ์ ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้เอง  ภาษาก็ใช้ภาษาถิ่นเป็นภาษาเขมร และหากจะมีการย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ตามที่มีผู้กล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็น่าจะเป็นการเลื่อนที่ตั้งเมือง ไม่น่าจะเป็นการย้ายที่ตั้งเมืองอย่างแน่นอน แต่มีการเลื่อนที่ตั้งเมืองและหลักเมืองจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองขุขันธ์ในปัจจุบัน เลื่อนที่ตั้งมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็คือที่ตั้งหลักเมืองและที่ตั้งเมืองขุขันธ์ ในปัจจุบันนี้เอง อีกทั้ง  บ้านดวนใหญ่ไม่มีเหตุผลและหลักฐานใดๆ ในเชิงประวัติศาสตร์นำมาสนับสนุนคำกล่าวในการอ้างว่าเป็นที่ตั้งเมืองขุขันธ์มาก่อน  และอีก   ประการหนึ่งที่กล่าวว่า ตั้งบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน (บ้านดวนใหญ่) เป็นเมืองชื่อว่า เมืองนครลำดวนนั้น ก็ยิ่งผิดเพี้ยนไปอย่างไร้เหตุผล ความจริงเมืองนครลำดวน ในพงศาวดาร ไม่มีปรากฏชื่อคำว่า “นครลำดวน หรือ ศรีนครลำดวน” แต่เป็นวลีหรือประโยคที่ประกอบเป็นสร้อยคำ ในบรรดาศักดิ์ ราชทินนามของเจ้าเมืองขุขันธ์เท่านั้น เช่น พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน และพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เป็นต้น 

จะเห็นว่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่นที่ยกฐานะและแต่งตั้งเจ้าเมืองในคราวเดียวกันก็ดี    ก็ใช้สร้อยคำต่อท้ายราชทินนามเช่นกันมิใช่ชื่อเมือง เช่น พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง   เจ้าเมืองสุรินทร์  พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ  เจ้าเมืองสังขะ  พระศรีนครเตา  เจ้าเมืองรัตนบุรี   จะเห็นว่า  ทั้งคำว่า  “ศรีณรงค์จางวาง”  “ศรีนครอัจจะ”  และ“ศรีนครเตา”  ก็มิได้เป็นชื่อเมืองแต่ประการใด    จึงเป็นการยืนยันว่า เมืองนครลำดวนไม่มี    การยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน เป็นเมืองนครลำดวน จึงเป็นคำกล่าวที่ขัดกับข้อเท็จจริง  การยกฐานะบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน เป็นเมือง เรียกว่า  “เมืองขุขันธ์” เป็นข้อเท็จจริงดังปรากฏในพงศาวดาร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ช่องข่าวออนไลน์สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร.089-7202420
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการ/ประชาสัมพันธ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร. 098-5869569

สนับสนุนเวปไซต์ โดย...
เที่ยวนครวัด-นครธม ประหยัดและปลอดภัย
สนใจติดต่อโทร. 098-5869569