ข่าวประชาสัมพันธ์

ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

วัดลำภู หรือ วัดอัมพนิวาสลำภู(พบในเอกสารเก่า) หรือ วัดลำภู รัมพนีวาส(ชื่อปัจจุบัน) ตำบลใจดี อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ


วัดลำภู หรือ วัดอัมพนิวาสลำภู(พบในเอกสารเก่า) หรือ วัดลำภู รัมพนีวาส(ชื่อปัจจุบัน)  เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งขึ้นก่อนเรื่องราวการกำเนิดเมืองขุขันธ์ (พ.ศ.2302) โดยได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2133 ราวๆสมัยกรุงศรีอยุธยา
            จากข้อมูลการสืบค้นล่าสุด โดยสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์  คำว่า "ลำภู" เพื้ยนมาจากคำภาษาเขมรท้องถิ่นเมืองขุขันธ์โบราณว่า លំពូ/ลม-ปู/ เป็นชื่อเรียกต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางชนิดหนึ่ง ชื่อสามัญ: Cork Tree ชื่อวิทยาศาสตร์: Sonneratia caseolaris (L.) Engl. ชื่อวงศ์: SONNERATIACEAE  ชื่อภาษาไทยเรียกว่า "ต้นลำพู" มักพบทั่วไปตามดินเลนริมแม่น้ำ หรือริมคลอง ที่มีระดับน้ำขึ้นน้ำลงท่วมถึง ขึ้นได้ทั้งในน้ำจืด และน้ำกร่อย  มีรากงอกขึ้นเหนือพื้นดิน ลำต้นสูง ๑๐-๒๕ เมตร ทรงพุ่ม กิ่งก้านห้อยย้อยลง ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ขนานอย่างน้อย ๕ คู่ กว้าง ๐.๔ -๐.๖ เซนติเมตร ยาว ๐.๕-๑๑ เซนติเมตร รูปมนไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบขอบเรียบ เนื้อหนาสีเขียวเป็นมัน ท้องใบสีอ่อน ดอก ออกเป็นช่อ ต้นลำพูในยามกลางคืนเป็นที่อาศัยของแมลงหิ่งห้อย สาเหตุที่หิ่งห้อยชอบเกาะบนต้นลำพู เนื่องจากต้นลำพูเป็นต้นไม้ใหญ่ มีพุ่มใบหนา และมีใบขนาดเล็ก  ผิวเรียบ  ไม่มีขน  ทำให้ไม่ระคายเคืองต่อตัวหิ่งห้อย เหมาะสำหรับหิ่งห้อยที่โตเต็มวัยเกาะเพื่อผสมพันธุ์และเป็นที่ซึ่งเหมาะสำหรับตัวอ่อนอยู่อาศัยและอีกอย่างหนึ่ง คือ ต้นลำพูจะอยู่เหนือ พื้นดินระดับที่แตกต่างกัน ทำให้น้ำท่วมไม่ถึง

ต้นลำพู ขึ้นตามริมหนองน้ำ  หรือตามลำธารที่มีน้ำนิ่ง และ
ในยามค่ำคืนเป็นที่อาศัยของหิ่งห้อย ส่องแสงกระพริบสวยงามยามราตรี


ดอกของต้นลำพู

        ในอดีตเมื่อประมาณก่อน พ.ศ. 2503 พื้นที่แถบตำบลใจดี มีต้นไม้นี้ขึ้นอยู่ชุกชุม  โดยเฉพาะบริเวณหนองกลาง ภาษาเขมรท้องถิ่นขุขันธ์เรียก ត្រពាំងកណ្ដាល /ตระ-เปียง-ก็อน-ดาลฺ/ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของวัดลำภูในปัจจุบัน และแถบป่าด้านทิศตะวันออกของวัดลำภูก็พบมีบ้างประปราย แต่ต่อมาภายหลังชาวบ้านได้บุกแผ้วถางเพื่อทำไร่ทำนา ทำให้ต้นลำพู ถูกทำลายจนสูญพันธุ์ในที่สุด  


          และนอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่ป่าแถบยังเต็มไปด้วยไม้ป่านานาพรรณ รวมทั้งมีต้นโพธิ์ใหญ่ ต้นตาล และต้นมะม่วงขึ้นอยู่ชุกชุม โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบต้นมะขามตาไกร  จึงเป็นที่มาของคำในชื่อวัดที่พบในเอกสารเก่าว่า วัดอัมพนิวาสลำภู (ในพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิยสถาน คำว่า "อัมพ" เป็นคำมาจากภาษาบาลี แปลว่า "มะม่วง" และคำว่า "นิวาส" ก็เป็นคำมาจากภาษาบาลีเช่นกัน แปลว่า "ที่อยู่อาศัย , ที่พัก " รวมความน่าจะแปลว่า "ที่พัก/ที่อาศัยใกล้ต้นมะม่วง"​) แต่ต่อมา ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใดชาวบ้านได้เรียกชื่อนี้เพี้ยนมาเป็น วัดลำพู รัมพนีวาส ในที่สุดและเรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน) โดยมีพระภิกษุปทา เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก  
            ปัจจุบันยังพอมีหลักฐานที่ปรากฏหลงเหลืออยู่ให้เห็นถึงความเก่าแก่ของวัดนี้ว่า มีอายุนับเป็นร้อยๆปี มีอยู่หลายอย่าง ดังนี้

              1. พระธาตุเจดีย์  หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปราสาท 2 หลัง" เป็นพระธาติเจดีย์ศิลปะล้านช้าง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุโบสถวัดบ้านลำภูในปัจจุบัน   สภาพของพระธาตุเจดีย์องค์แรก  ซึ่งอยู่ใกล้อุโบสถที่สุด  ปัจจุบันอยู่ในสภาพเก่าแก่ทรุดโทรมปรักหักพัง ยังคงเหลือให้เห็นแต่ส่วนฐานเท่านั้น   ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์ที่สอง ซึ่งอยู่ถัดไปทางทิศตะวันออกของพระธาตุเจดีย์องค์แรกนั้น ปัจจุบันยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์ ประมาณร้อยละ 80  

              สำหรับพระธาตุเจดีย์ทั้งสององค์นี้ เมื่อปี พ.ศ. 2546 เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร  ได้สำรวจตรวจสภาพพระธาตุเจดีย์  โดยได้นำเอาก้อนอิฐจากพระธาตุเจดีย์ทั้งสององค์ไปทำการตรวจสอบอายุว่ามีความเก่าแก่มากน้อยเพียงใด จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้แจ้งให้ทางวัดทราบแล้วว่า องค์พระธาตุเจดีย์ทั้งสององค์นี้ มีอายุราวๆ 444 ปี(ขณะนั้นคำณวนอายุถึง ณ พ.ศ. 2546) คือพระธาตุเจดีย์ทั้งสององค์นี้ สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2012 และทางการได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

              คนเก่าแก่ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในหมู่บ้านได้เล่าตำนานการสร้างพระธาตุเจดีย์ทั้งสององค์นี้ ต่อๆกันมาว่า  เป็นพระธาตุเจดีย์ที่หนุ่มสาวสมัยโบราณยุคนั้นสร้างแข่งขันกัน ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา(เช่นเดียวกับประเพณีการก่อเจดีย์ทราย ถวายวัดที่ชาวบ้านเรานิยมกระทำกันในช่วงวันตรุษสงกรานต์  ในยุคปัจจุบัน) พอสร้างได้ประมาณครึ่งองค์  ฝ่ายเหญิงเห็นว่าฝ่ายชายสร้างได้เร็ว และคืบหน้าไปกว่าฝ่ายของตน  คงจะเสร็จก่อนเป็นแน่แท้  จึงออกอุบายโดยใช้มารยาหญิงหลอกให้ฝ่ายชายช่วยฝ่ายหญิงก่อน แล้วฝ่ายหญิงจะมาช่วยฝ่ายชายทีหลัง ทำให้ฝ่ายชายสงสารเห็นใจ และหลงกลในที่สุด  ฝ่ายชายจึงได้ช่วยฝ่ายหญิงสร้างพระธาตุจนเกือบเสร็จ  และแล้วพอฝ่ายชายกลับมาสร้างพระธาตุของตนเอง ก็มีเวลาเหลือเพียงเล็กน้อย จึงทำให้แพ้ฝ่ายหญิงไป  เพราะฝ่ายชายสร้างได้เพียงครึ่งเดียว   และเป็นธรรมดาของโบราณสถานที่มีอายุ การสร้างมานาน กอรปกับขาดการดูแลบำรุงรักษา  จึงทำให้พระธาตุเจดีทั้งสององค์ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  และสภาพดินฟ้าอากาศจึงทำให้มีต้นไม้ขึ้นแทรกระหว่างก้อนอิฐภายในตัวพระธาตุเจดีย์  โดยเฉพาะพระธาตุเจดีย์องค์แรก ปัจจุบันได้เกิดการแตกร้าว และได้หักพังลงไป  เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก  หากได้รับการดูแลรักษาบูรณะซ่อมแซมโดยถูกวิธี  ก็คงจะยังคงเหลือเป็นศาสนสถานที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ภูมิใจ และได้ศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

              2. เสมาหินเก่าแก่  สำหรับที่ตั้งของอุโบสถวัดลำภู แห่งนี้ ได้มีการเลื่อนที่ตั้งมาราว 3 ครั้งแล้ว จึงมาเป็นที่ตั้งปัจจุบัน เดิมบริเวณนี้เป็นเนินดินคล้ายเนินดินจอมปลวดขนาดใหญ่ มีต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมอยู่หนาทึบ ตรงกลางมีต้นข่อยขนาดใหญ่ขึ้นเด่นเป็นสง่า  ชาวบ้านในท้องถิ่นนี้เชื่อกันว่า เป็นเนินดินอาถรรพ์และศักดิ์สิทธิ์ เพราะได้มีเหตุการณ์แปลกๆปรากฏขึ้นหลายครั้ง เช่น วัวควายที่นำมาเลี้ยง หรือเล็ดลอดเข้ามาในบริเวณวัดจะไม่กล้าเข้ามากินหญ้าในบริเวณนี้ แต่ก็เคยมีวัวควายบางตัวเล็ดลอดเข้าไปหากินหญ้าและใบไม้บริเวณเนินดินแห่งนี้  จึงทำให้สัตว์เลี้ยงเหล่านั้น มีอันเป็นไปถึงตายทุกตัวโดยไม่ทราบสาเหตุของการตาย  ถึงแม้จะมีการตรวจพิสูจน์ซากสัตว์ที่ตายว่ามีร่องรอยการถูกงูพิษกัด หรือถูกสัตว์อื่นทำร้าย ก็พบว่าไม่มี ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเกิดความหวาดกลัว และเล่าขานเรื่องราวต่อๆกันมาว่า ให้ระมัดระวัง  อย่าได้นำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงใกล้บริเวณดังกล่าว

              ในเวลาต่อมา ได้มีพระธุดงค์ชาวเขมรซึ่งมีเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่กล้ารูปหนึ่ง ได้ธุดงค์มาปักกลดนั่งกรรมฐานทำสมาธิ ใกล้ๆบริเวณพระธาตุทั้งสององค์เป็นเวลาหลายวัน และได้บอกกล่าวให้ชาวบ้านฟังว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์มีวัตถุอันล้ำค่าฝังอยู่ ก็ยิ่งทำให้เพิ่มหวาดกลัวให้กับชาวบ้านมากขึ้น จึงได้พากันปล่อยให้บริเวณเนินดินดังกล่าวรกร้างจนเป็นป่าทึบ ในที่สุด

              ต่อมาราว พ.ศ. 2502  พระอธิการเรียบ เจ้าอาวาสวัดลำภู รูปที่ 14 (พ.ศ. 2502 -2507) และชาวบ้านได้ร่วมกันประกอบพิธีเข้าทรงอัญเชิญดวงวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางให้ย้ายไปสถิตย์อยู่ ณ ที่ศาลเจ้าแห่งใหม่ ที่ชาวบ้านได้สร้างให้ ในบริเวณป่าต้นยางทางทิศเหนือของวัด เพื่อจะได้ตัดต้นไม้และถากถางปรับพื้นที่บริเวณรอบๆองค์พระธาตุเจดีย์ให้โล่งเตียน  และสะดวกแก่การทำพิธีสักการะบูชากราบไหว้  ภายหลังจากที่ได้ตัดต้นไม้ออก และถากถางพื้นที่ดังกล่าวจนดูโล่งเตียนไปหมดแล้ว ก็คงเหลือแต่สภาพเป็นเนินดินขนาดใหญ่ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  นับตั้งแต่นั้นมา วัวควายก็สามารถขึ้นไปกินหญ้าบริเวณดังกล่าวได้โดยไม่มีเหตุร้ายใดๆเกิดขึ้นดังเช่นแต่ก่อนอีกเลย  สร้างความประหลาดใจให้ชาวบ้านและพระภิกษุสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้

              ต่อมา พ.ศ. 2507 เมื่อพระอธิการเสียม  กิตติสาโร ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดรัมพนีวาสลำภู รูปที่ 15 (พ.ศ.2507-2521) ได้ประชุมปรึกษาหารือกับชาวบ้านในสังกัดวัดและตกลงกันว่าจะสร้างอุโบสถขึ้น เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจแทนศาลาการเปรียญหลังเก่าที่ทรดโทรมผุพัง เนื่องจากมีอายุการปลูกสร้างที่นานมาแล้ว   ในข้อปรึกษาหารือครั้งแรกได้พากันวางผังที่จะสร้างอุโบสถหลังใหม่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ตั้งอุโบสถในปัจจุบัน  และเมื่อวางผังเสร็จแล้วก็ได้ใช้แรงงานจากพระสงฆ์สามเณร ร่วมกับชาวบ้านขุดและขนย้ายดินจากบริเวณเนินดินที่ปรับโล่งเตียนดังกล่าวมาถมปรับระดับเพื่อก่อเป็นฐานในการสร้างอุโบสถ  แต่พอขุดดินไปได้ระดับหนึ่งก็ปรากฏว่าได้ขุดพบวัตถุชิ้นหนึ่งเป็นหินสีเขียวใสผิวขรุขระมีความแข็งแรงมาก สร้างความตื่นเต้น และชวนให้เกิดความสงสัยกับชาวบ้านว่าเป็นหินอะไรกันแน่มาฝังอยู่ในบริเวณแห่งนี้  ต่างช่วยกันขุดเคลื่อนย้ายออกมาทำความสะอาด  โดยใช้น้ำล้างดู ต่างพากันลงความเห็นว่า ไม่ใช่หินธรรมดา  แต่เป็นใบเสมาหินเก่าแก่ที่ฝังอยู่ใต้เนินดิน  นั่นเอง  และเมื่อขุดต่อไปโดยทั่วทั้งเนินก็พบรวมใบเสมาหินอีก 4 ใบ โดยใบเสมาหินใบที่ 5 ถูกฝังอยู่ตรงกลางเนินดิน รวมกันทั้งสิ้น 5 ใบ จึงสันนิษฐานว่าเป็นใบเสมาที่ฝังไว้เป็นเขตวิสุงคามสีมาตั้งแต่ในอดีตแรกเริ่มตั้งวัดรัมพนีวาสลำภู เพื่อเป็นที่ประกอบสังฆกรรมต่างๆโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งเขตที่กำหนดเอาไว้เพื่อเป็นแดนแห่งความสามัคคีแห่งสงฆ์นี้เองเรียกว่า "สีมา"

              3. สิงห์คู่หินแกะสลักเก่าแก่    นอกจากจะขุดพบใบเสมาหินเก่าแก่แล้ว ระหว่างที่ขุดดินเพื่อขยายออกไปทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ระหว่างองค์พระธาตุเจดีย์เก่าแก่กับเขตที่พบใบเสมา  ก็ได้ขุดพบสิงห์คู่หินแกะสลักเก่าแก่ จำนวน 2ตัว  (มีรูปลักษณะคล้ายๆกับสิงห์คู่หินแกะสลักที่ชาวอำเภอภูสิงห์ให้ความเคารพนับถือ เรียกว่า "เจ้าพ่อสิงห์คู่" ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถวัดบ้านโคกตาล อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบัน) แต่รูปร่างสง่างามมากและครบถ้วนสมบูรณ์กว่าที่สิงห์คู่ของอำเภอภูสิงห์ โดยสิงห์คู่หินแกะสลักต่างถูกวางให้ยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออกอีกด้วย  จึงเป็นการยืนยันว่า สถานที่บริเวณเนินดินดังกล่าวนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอุโบสถแต่เก่าก่อนอย่างแน่นอน 

สิงห์คู่หินแกะสลักที่ชาวอำเภอภูสิงห์ให้ความเคารพ หรือ
"เจ้าพ่อสิงห์คู่" ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถวัดบ้านโคกตาล
อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบัน
              สำหรับเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของสิงห์คู่หินแกะสลักวัดบ้านลำภูนั้น เล่ากันต่อกันมาว่า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก  ครั้งแรกที่ขุดพบได้เก็บรักษาไว้บนเนินดิน  โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ได้คาดคิดว่าจะมีเด็กขึ้นไปขี่คร่อมบนหลังของสิงห์คู่หินแกะสลักเก่าแก่ ด้วยความสนุกสนาน ทำให้เด็กเหล่านั้นมีอันเป็นไปจนถึงแก่ความตายหลายราย  จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางวัดและชาวบ้านจึงได้ปรึกษาหารือเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดกับชีวิตของบุคคลอื่นๆอีก โดยได้พากันทำพิธีขออัญเชิญสิงห์คู่หินแกะสลักทั้งสองตัวไปทำพิธีฝังไว้ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ด้านข้างองค์พระธาตุเจดีย์คู่เก่าแก่ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าขุดค้นหาสิงห์คู่หินแกะสลักเก่าแก่เอาขึ้นมาอีกเลย

              จากเหตุการณ์ตามที่ทางวัด และชาวบ้านได้ประสบเห็นโดยทั่วกันกันทั้งสองอย่างในช่วงนั้น กล่าวคือการขุดพบเสมาหิน และสิงห์คู่หินแกะสลักเก่าแก่ ในบริเวณเนินดินดังกล่าว  จึงได้ปรึกษาหารือกันอีกครั้ง เพื่อเลื่อนผังที่จะสร้างอุโบสถหลังใหม่มาตรงบริเวณเนินดินที่เป็นที่ตั้งของอุโบสถเก่าแก่ โดยได้สร้างครอบบริเวณที่เป็นเนินดินที่พบใบเสมาทั้ง 5 ใบ และได้ขุดหลุมแล้วนำใบเสมาทั้งหมดฝังกลบไว้ที่จุดที่พบเดิมทุกจุดในที่สุด

บริเวณอาณาเขตที่ตั้งของวัดบ้านลำภู
            วัดรัมพนีวาสลำภู(วัดบ้านลำภู) ตั้งอยู่บนพื้นที่ดอน มีเนื้อที่โดยประมาณ 20 ไร่  ในอดีตบริเวณรอบๆที่ตั้งของวัดดั้งเดิม จะมีต้นตาลจำนวนมากขึ้นเรียงราย กันเป็นทิวแถวดูแล้วสวยงามมาก  มีร่องรอยเป็นคูน้ำเก่าล้อมโดยรอบ แต่ในปัจจุบันได้ถูกชาวบ้านไถกลบ และถมจนต้นเขินและกลายเป็นพื้นที่ทำนาชองชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว  โดยเฉพาะด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตก เป็นที่ลุ่มเหมาะสำหรับการทำนาข้าวอันอุดมสมบูรณ์  สำหรับด้านทิศใต้ระหว่างบ้านลำภูกับบ้านใจดีมีหนองน้ำที่เรียกชื่อเป็นภาษาท้องถิ่นเขมรว่า" ត្រពាំងកណ្តាល​ " อ่านว่า / ตรอ-เปียง-ก็อน-ดาล*/ แปลเป็นภาษาไทยว่า "หนองกลาง" ในปัจจุบันตื้นเขินใช้ทำนาข้าวได้

             ในบริเวณวัดในอดีต  นอกจากจะมีต้นตาลขึ้นเป็นทิวแถวจำนวนมากมายแล้ว  ยังมีต้นไม้ที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนา คือต้นโพธิ์ใหญ่  ขนาด 9 คนโอบอายุหลายร้อยปี จำนวน 4 ต้น สันนิษฐานว่า น่าจะปลูกขึ้นพร้อมกับการสร้างวัดครั้งแรก แต่เป็นที่น่าเสียดาย  ต้นโพธิ์ใหญ่ จำนวน 2 ต้นได้ถูกตัดโค่นลงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์

            และนอกจากนี้ ก็ยังมีต้นไม้ที่สำคัญทางประวัติศาสตรอีก ก็คือต้นมะขามขนาดใหญ่  ลักษณะรูปทรงลำต้นบ่งบอกถึงความมีอายุที่ยาวนานเป็นร้อยๆปีเช่นกัน มะขามต้นนี้ชาวบ้านเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นเขมรต่อกันมานานหลายชั่วอายุคนแล้วว่า "អំពឹលតាក្រៃ"​ อ่านว่า / อ็อม-ปึล*-ตา-กรัย / แปลเป็นภาษาไทยว่า "ต้นมะขามของตาไกร" ซึ่งเชื่อกันว่า พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านแรกเป็นผู้ปลูก  ปัจจุบันต้นมะขามใหญ่ต้นนี้  ยังคงมีชีวิตอยู่ และยืนต้นตระหง่านอยู่กึ่งกลางระหว่างต้นโพธ์ใหญ่ที่เหลืออยู่ทั้งสองต้นพอดี

ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดลำภู(อัมพนิวาส) จากอดีตถึงปัจจุบัน
              1. พระภิกษุประทา (พ.ศ.2134-2140)
              2. พระภิกษุโพธิ์ (พ.ศ.2140-2191)
              3. พระภิกษุแซม  (พ.ศ.2191-2249)
              4. พระราชครูบัว  (พ.ศ.2249-2321)
              5. พระภิกษุเปรียม  (พ.ศ.2321-2354)
              6. พระภิกษุนุช  (พ.ศ.2354-2399)
              7. พระภิกษุยิม (พ.ศ.2399-2425)
              8. พระภิกษุเปียง  (พ.ศ.2425-2448)
              9. พระภิกษุบุญมา  (พ.ศ.2448-2473)
              10. พระอธิการคำ  (พ.ศ.2473-2488)
              11. พระอธิการพม  (พ.ศ.2488-2493)
              12. พระอธิการบุญเรือง  กิตติสาโร  (พ.ศ.2493-2499)
              13. พระอธิการอุก  (พ.ศ.2499-2502)
              14. พระอธิการเรียบ  (พ.ศ.2502-2507)
              15. พระอธิการเสียม กิตติสาโร  (พ.ศ.2507-2521)
              16. พระอธิการเรียม  (พ.ศ.2521-2532)
              17. พระอธิการเรียบ  สิริวัณโณ  (พ.ศ.2532-2541)
              18. พระอธิการสาน  โชติปาโล  (พ.ศ.2541-ปัจจุบัน)
ที่มา : พระแก้วเนรมิต และองค์พระพญาครุฑ องค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองขุขันธ์.​(2550). และภูมิปัญญาท้องถิ่นทุกท่านในตำบลใจดี อำเภขุขันธ์ ที่เอื้อเฟื้อและอนุเคราะห์ข้อมูล
ประวัติเมืองขุขันธ์ โดยสังเขป


นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
โทร. 089-7202420

สนับสนุนโดย