วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัตเมืองขุขันธ์ ฉบับย่อ

เมืองสด๊กโคกขัณฑ์ หรือ โคกขัณฑ์ คือชื่อเมืองขุขันธ์ในอดีต มีความเก่าแก่ร่วมสมัยมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรขอมโบราณ
     อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งเดิมของ เมืองขุขันธ์    อดีตเมืองเก่าแก่ที่สำคัญร่วมสมัยมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรขอมโบราณ และเป็นเส้นทางผ่านการสร้างปราสาทและเดินทางไปมาหาสู่กันของชาวสยามโคกโบราณแห่งดินแดนที่ราบสูงอีสานใต้ไปยังเมืองพระนครในอดีต​​​ โดยชื่อของ  เมืองขุขันธ์  มีหลักฐานปรากฎครั้งแรกในศิลาจารึกปราสาทพระวิหาร ๑ ศก.๕ ด้านที่ ๑ เมื่อปีมหาศักราศ ๙๕๙ ตรงกับ พุทธศักราช ๑๕๘๐ พร้อมกับชื่อของเจ้าเมืองขุขันธ์ท่านแรกในยุคขอมโบราณคือ พระก็อมรอแตงชคตศรีขัณฑเรศวรแห่งเมืองสด๊กโคกขัณฑ์  
        และเมื่อวิวัฒน์มาถึงยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองขุขันธ์ถูกจัดเป็นหัวเมืองปักษ์ใต้ที่สำคัญเมืองเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ได้เคยร่วมเดินทัพกับทางราชสำนักสยามหลายครั้งหลายครา
         โดยในปี พุทธศักราช ๒๐๕๑ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยาตอนต้น (ครองราชย์ พุทธศักราช 2034 – 2072) กลุ่มชาวสยามโคก หรือชาวสยามแห่งดินแดนที่ราบสูงอีสานใต้ จากเมืองโคกขัณฑ์ ได้ส่งกองทัพไปช่วย พระเจ้าศรีสุคนธบท ทำศึกปราบ ขุนหลวงกอน ผู้เป็นกบฏตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองตวลบาสาน ซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักรเขมรสมัยหลังเมืองพระนคร ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองประเทศราชของสยาม 
         ในปี พุทธศักราช ๒๐๙๙ กองทัพจากเมืองโคกขัณฑ์ หรือเมืองขุขันธ์ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ได้ร่วมเดินทัพกับ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ครองราชย์ พุทธศักราช๒๐๙๑–๒๑๑๑) ทรงยกทัพไปตีเมืองละแวก ครั้งแรก
         และในปีพุทธศักราช๒๑๓๔  ตรงกับสมัยพระภิกษุประทา  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดบ้านลำภู  เมืองขุขันธ์ ​ได้ส่งกองทัพร่วมกับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปปราบสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ แห่งกรุงละแวก ซึ่งมักยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งในช่วงทีเผลอคราวพลาด และได้รับชัยชนะในปี พุทธศักราช ๒๑๓๗
          ผ่านมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์ ในปีพุทธศักราช ๒๓๐๒ ตาสุ หรือ ตาไกร ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ตากัญจะฮฺ (ตากะจะ) เนื่องจากท่านเป็นนักรบรูปร่างสูงใหญ่  เป็นหัวหน้าชาวเขมรป่าดง ร่วมกับเชียงขันธ์ ผู้น้อง  แห่งหมู่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน อันเป็นชุมชนโบราณดั้งเดิมของเมืองขุขันธ์ ได้ร่วมกันกับทหารเอกคู่พระทัย คือทองด้วง (อดีตล้นเกล้า ร.1) และบุญมา(อดีตกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่มเขมรป่าดงหมู่บ้านอื่นในละแวกใกล้เคียงกันที่ชำนาญการจับช้างได้แก่ เชียงปุม แห่งบ้านเมืองที เชียงสี แห่งบ้านกุดหวาย เชียงฆะ แห่งบ้านอัจจะปะนึง และเชียงไชย แห่งบ้านจาระพัด จับพระยาช้างเผือก ของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ได้แตกโรงหนีออกจากโรงช้างเตลิดเข้าป่าโดยมุ่งหน้ามาทางทิศตะวันออกสู่ป่าเขตเทือกเขาพนมดงเร็ก  ได้ออกติดตามจนพบ สามารถจับพระยาช้างเผือกได้ และตามคณะนำส่งถึงกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ ตากะจะ หรือตาไกร เป็นหลวงแก้วสุวรรณ ตำแหน่งนายกองหัวหน้าหมู่บ้าน และเชียงขันธ์เป็นหลวงปราบ ผู้ช่วยนายกองหัวหน้าหมู่บ้านในสถานะราชการขึ้นตรงต่อการปกครองของกรุงศรีอยุธยา และต่อมา ตากะจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น  พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ ท่านแรกในยุคบั้นปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบ้านแปลงเมืองขุขันธ์ ที่มีพัฒนาการความรุ่งเรืองในฐานะเมืองสำคัญของภูมิภาคนี้ตั้งแต่บัดนั้น
          ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนตำแหน่ง เจ้าเมืองขุขันธ์ เป็นตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์
         ปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ ยุบเมืองศีร์ษะเกษและเมืองเดชอุดม โดยให้อำเภอที่ขึ้นกับเมืองทั้งสองไปขึ้นกับเมืองขุขันธ์ ทำให้เมืองศีร์ษะเกษ เมืองเดชอุดม สิ้นสภาพความเป็นเมืองตั้งแต่บัดนั้นมา
         ปลายปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ ย้ายเฉพาะศาลาว่าราชการเมืองขุขันธ์ จากที่ตั้งเดิม(อำเภอเมืองขุขันธ์) ไปตั้งบริเวณศาลากลางเมืองศีรษะเกษ แต่ยังคงใช้ชื่อ ศาลาว่าราชการเมืองขุขันธ์ ส่วนพื้นที่อำเภอเมืองขุขันธ์ยังอยู่ ณ ที่ตั้งเดิม
         ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเมืองขุขันธ์ เป็นชื่อ จังหวัดขุขันธ์
         ปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ เปลี่ยนชื่ออำเภอเมืองขุขันธ์ เป็น อำเภอห้วยเหนือ
         ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นชื่อจังหวัดศีร์ษะเกษ และเปลี่ยนชื่อ อำเภอห้วยเหนือ เป็นชื่อ อำเภอขุขันธ์ ในที่สุด

เมืองขุขันธ์ในอดีต หากกล่าวถึงเฉพาะในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ถึง กรุงรัตนโกสินทร์  มีผู้ดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองขุขันธ์ ๙ ท่าน 
      เมืองขุขันธ์ดังได้กล่าวแล้วว่า  โดยในฐานะเมืองในอดีตเป็นเมืองขนาดใหญ่  (ตั้งขึ้นเป็นเมืองก่อนเมืองใด ๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ ) การปกครองบ้านเมืองของไทยในอดีตโดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  จนถึงยุคปฏิรูปการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลนั้น  ได้ยึดหลักเดิมที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  พระมหากษัตริย์องค์ที่  ๘  แห่งกรุงศรีอยุธยา  ทรงกำหนดไว้จะมีวิธีการแตกต่างไปบ้าง  ก็เพียงแต่ทรงมอบอำนาจไม่ให้เสนาบดีก้าวก่ายกัน  อันมีสืบมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเพทราชา  ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับยุคสมัยจึงยุติว่า  กรุงรัตนโกสินทร์ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชองค์พระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรมและทรงใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด  ผู้ใดจะขัดขืนต่ออำนาจหรือโต้แย้งพระบรมราชโองการมิได้  โดยกำหนดเป็นศูนย์ปกครองแยกเป็น  3  รูปแบบ ได้แก่
1. รูปแบบเมืองราชธานี
2. รูปแบบเมืองหัวเมือง
3. รูปแบบเมืองประเทศราช
สำหรับเมืองขุขันธ์  ถือว่าปกครองในรูปแบบหัวเมืองแบบจตุสดมภ์  คือเป็นแบบที่มีลักษณะที่คล้ายองค์กรปกครองราชธานี  เริ่มมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นแบบเดิมของไทย  โดยดัดแปลงมาจากแบบของเขมร อันเป็นวัฒนธรรมปกครองหัวเมือง "แบบเจ้าเมืองกินเมือง"  แยกลักษณะองค์กรออกเป็น  5  ตำแหน่ง  คือ  คณะอาชญาสิทธิ์  ผู้ช่วยคณะอาชญาสิทธิ์  กรมการเมืองพิเศษ  กรมการเมืองผู้ช่วยและพนักงาน
คณะอาชญาสิทธิ์ คือ  คณะผู้บัญชาสิทธิ์ขาด  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  คณะกรรมการเมืองใหญ่  พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  แต่งตั้ง  "เจ้าเมือง"   ผู้ว่าราชการเมือง  หรือผู้สำเร็จราชการเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็น   พระ,  พระยา, และ เจ้าพระยา   ถือบรรดาศักดิ์ตามฐานะของเมืองทรงมอบอำนาจให้ปกครอง  บังคับบัญชา  ปลัดเมืองยกบัตรเมือง  กรมการเมืองและราชการในเมืองนั้น ๆ  ถ้ามีเมืองขึ้นให้บังคับบัญชาเมืองขึ้นด้วย  และทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งกรมการเมืองผู้ใหญ่ร่วมเป็นคณะอาชญาสิทธิ์  ประกอบด้วย
1. เจ้าเมือง
2. ปลัดเมือง
3. ยกบัตรเมือง
4. ผู้ช่วยราชการเมือง ( บางเมืองมีหลายคน )
5. กรมการพิเศษเมือง
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า จุดกำเนิดของเมืองขุขันธ์สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยาเป็นราชธานี  ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์  มีเหตุการณ์เกิดขึ้น  คือ  พญาช้างเผือกได้แตกโรงหนีจากอยุธยาเข้าป่ามุ่งสู่ชายแดนไทย - เขมร แถบภูเขาพนมดงรัก  จึงได้โปรดให้นายทองด้วงและนายบุญมา สองพี่น้องที่เป็นทหารเอกแห่งกรุงศรีอยุธยาออกติดตามพญาช้างเผือก  โดยมาถึงเมืองพิมาย  เจ้าเมืองพิมายนำคณะไปพบหัวหน้าหมู่บ้านเขมรป่าดงในเขตสุรินทร์  แต่ยังมิได้ข่าวพญาช้างเผือกแต่อย่างใดจึงนำคณะไปพบกับหัวหน้าชาวเขมรป่าดงซึ่งเป็นพรานที่มีความชำนาญในการจับช้าง  ชื่อว่า "ตากะจะ" และ "เชียงขันธ์" ที่อยู่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน จึงได้ข่าวว่ามีช้างเผือกมาอยู่กับฝูงช้างป่าจริง หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  6 คน สามารถจับพญาช้างเผือกได้  และมอบให้คณะผู้ติดตามนำกลับกรุงศรีอยุธยาด้วยความปิติยินดีของคณะผู้ติดตามยังความดีความชอบของหัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  6  คน จึงได้รับโปรดเกล้า ฯ  บรรดาศักดิ์ ในระดับ "หลวง" ทุกคน สำหรับ"ตากะจะ" หัวหน้าเขมรป่าดงบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ได้รับโปรดเกล้า ฯให้บรรดาศักดิ์เป็น "หลวงแก้วสุวรรณ"  ทำหน้าที่นายกองหัวหน้าหมู่บ้าน  และทำราชการขึ้นต่อเมืองพิมาย หลวงแก้วสุวรรณได้สร้างบ้านแปลงเมืองรวบรวมไพร่พลพอสมควรแล้วได้ทรงโปรดเกล้า ฯ  ให้ยกฐานะ "บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน" ขึ้นเป็น "เมืองขุขันธ์"  และโปรดเกล้า ฯให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ "หลวงแก้วสุวรรณ" เป็น "พระไกรภักดีศรีนครลำดวน"  และบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายในราชทินนาม "พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน" เป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองขุขันธ์เป็นคนแรกในยุคบั้นปลายกรุงศรีอยุธยา
  
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2306  จนถึงปี พ.ศ. 2450 มีการเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ทำให้มีเจ้าผู้ครองเมืองขุขันธ์ในฐานะบรรดาศักดิ์ "พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน" และ"พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  เจ้าเมืองขุขันธ์"  สืบทอดอำนาจปกครองโดยสืบสายสกุลต่อเนื่องจนถึงลำดับที่  9  และเมื่อเข้าสู่สมัยปฏิรูปการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลทำให้ตำแหน่ง  "เจ้าเมืองกินเมือง"  หรือ  "เจ้าเมือง"  หมดไป  โดยเปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองจนกระทั่งปัจจุบันเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในที่สุด
   
เมืองขุขันธ์ ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ถึง กรุงรัตนโกสินทร์มีผู้ปกครองในตำแหน่ง เจ้าเมือง รวม  ๙  ท่าน ดังนี้ (โปรดคลิกที่รูปเจ้าเมืองแต่ละท่าน เพื่ออ่านประวัติ)

            
                     
ภาพวาด                                   ภาพจากAI
๑. พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน หรือ ตากะจะ หรือหลวงแก้วสุวรรณ
เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ท่านแรก ในยุคบั้นปลายกรุงศรีอยุธยา
(ตากะจะ - พุทธศักราช ๒๓๐๒ - ๒๓๒๑)

            
                      ภาพวาด                                   ภาพจากAI
๒. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๒
(เชียงขันธ์ หรือ หลวงปราบ - พุทธศักราช ๒๓๒๑ - ๒๓๒๕)
       
            
                      ภาพวาด                                   ภาพจากAI
๓. พระยาขุขันธ์ ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๓
( ท้าวบุญจันทร์ หรือ พระไกร - พุทธศักราช ๒๓๒๕ - ๒๓๖๙)
ในหนังสือหอสมุดวชิรญาณ กล่าวถึงชื่อท่านอีกชื่อหนึ่ง
ในช่วงเกิดกรณีวิวาทเจ้าเมืองขุขันธ์ กับหลวงยกกระบัตรผู้น้องรบกันขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เรียกว่า พระยาไกรสรสงครามเจ้าเมืองขุขันธ์


            
                     ภาพวาด                                  ภาพจากAI
๔. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๔
( ท้าวทองด้วง หรือ พระสังฆะบุรี  - พุทธศักราช ๒๓๗๑ - ๒๓๙๓)

            
                     ภาพวาด                                  ภาพจากAI
๕. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๕
( ท้าวใน หรือ หลวงภักดีภูธรสงคราม - พุทธศักราช ๒๓๙๓ )


           
                     ภาพวาด                                  ภาพจากAI
๖. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๖
( ท้าวนวน หรือ พระแก้วมนตรี - พุทธศักราช ๒๓๙๓ )


           
                     ภาพวาด                                  ภาพจากAI
7. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๗
(ท้าวกิ่ง หรือ หลวงภักดีภูธรสงครามพุทธศักราช ๒๓๙๓ - ๒๓๙๕)


           
                     ภาพวาด                                  ภาพจากAI
8. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๘
(ท้าววัง หรือ พระวิชัย - พุทธศักราช ๒๓๙๕ - ๒๔๒๖)


           
                   ภาพวาด                                  ภาพจากAI
๙. พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๙
(ท้าวปาน หรือ ปัญญา ขุขันธิน - พุทธศักราช ๒๔๒๖- ๒๔๔๐
/ ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐ - ๒๔๕๐)
ได้รับโปรดเกล้าพระราชทานนามสกุล "ขุขันธิน")