ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สคริปต์ "งานเทศกาลบุญประเพณีแซนโฎนตา" อย่างละเอียด สำหรับสื่อมวลชนและการถ่ายทำสารคดี



มิวสิควีดีโอ เพลงทำบุญจูนโฎนตา
                              เนื้อร้อง/ทำนอง...พิทักษ์  สังข์เงิน
                              ปรับปรุงเนื้อร้อง...สุเพียร  คำวงศ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
                              เรียบเรียงเสียงดนตรี...สมโภชน์   สุวรรณ์
                                                           ...พรสกล     ศิริศิลป์
                              ขับร้อง...บุญธรรม   ใจดี


"พิธีแซนโฎนตา" เป็นอีกพิธีหนึ่งที่ลูกหลานชาวอำเภอขุขันธ์  รวมไปถึงอำเภอใกล้เคียงยังคงให้ความสำคัญยิ่ง ที่แม้ตัวเองจะเดินทางไปประกอบอาชีพอยู่ห่างไกลเพียงใดก็จะต้องหาโอกาสกลับภูมิลำเนาเดิมเพื่อไปร่วมพิธีนี้กับครอบครัวให้จงได้  แม้กาลเวลาและยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป

เทศกาลงานบุญประเพณีโฎนตา จะอยู่ในช่วงระหว่างวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ  เดือน  ๑๐  ถึงวันแรม ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐  ซึ่งก็คือ เทศกาลวันสารทของพุทธศาสนิกชนนั่นเอง สำหรับพุทธศาสนิกชนอื่นๆนั้นจะให้ความสำคัญของวันนี้แค่การไปทำบุญที่วัดธรรมดาเหมือนกับวันสำคัญทางศาสนาวันอื่นๆ  แต่ประชากรในพื้นที่ของอำเภอขุขันธ์ทุกหมู่บ้าน และอำเภอใกล้เคียง      จะถือว่าในช่วงนี้จะเป็นช่วงของพิธีการอันสำคัญมากสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว  แทบจะทุกครัวเรือนเลยทีเดียว  ทั้งนี้ได้หมายรวมไปถึงประชากรบางส่วนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเขตพื้นที่ใหม่ทั้งพ่อค้า หรือผู้ประกอบการอื่นๆ ซึ่งเป็นคนต่างถิ่น ถึงแม้จะมีส่วนร่วมในการประกอบพิธีบ้างไม่มากก็น้อย  แต่ก็สามารถใช้โอกาสนี้แสวงหาประโยชน์ด้วยการจัดหาสินค้าในเทศกาลมาจัดจำหน่ายได้เป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว



ในสมัยโบราณปู่ย่า  ตายาย จะให้ความเคารพนับถือศาสนาเป็นสิ่งสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด  การใดที่จะเกี่ยวข้องกับวัดอาราม  หรือกับพระสงฆ์องค์สามเณรแล้วละก้อ  จะต้องจัดทำด้วยความพิถีพิถันประณีตเป็นพิเศษตามอัตภาพของตน เช่น  การเตรียมอาหารที่จะนำไปวัด  ปิ่นโตที่ทำสะอาดดีแล้วจะนำมาตักอาหารใส่จะต้องมีภาชนะรองอีกทีหนึ่ง  แล้วก็จะตักข้าวปากหม้อ  ตักแกงถ้วยแรก หรือน้ำพริกผักต้มก็จะจัดทำด้วยความประณีตเรียบร้อยคัดแต่สิ่งที่ดีพิเศษลงสำรับเสร็จแล้วตั้งไว้ในที่สูงป้องกันมิให้ลูกหลานหยิบยื่นสิ่งของข้ามไปข้ามมาอันจะเป็นบาปแก่ลูกหลานได้

ในเทศกาลวันสารทหลัง "พิธีแซนโฎนตา"  แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นจะมีการจัดเตรียมของไปใส่บาตรและเลี้ยงพระ  ช่วงนี้จะมีการชักบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลร่วมกันทั้งหมู่บ้าน  โดยลูกหลายจะนำปัจจัยใส่ซองพร้อมด้วยรายชื่อบิดามารดา  ปู่ย่า  ตายาย  และญาติในสายตระกูลของตนเองใส่พานจัดวางบนผ้าขาวที่ปูเตรียมไว้ด้านหน้า  พร้อมด้วยสำรับกับข้าวขนม  ผลไม้ต่างๆ  เมื่อผู้นำหมู่บ้านจัดด้ายสายสิญจน์เรียบร้อยแล้วพระสงฆ์จะสวดมาติกาบังสุกุลให้  จากนั้นผู้นำหมู่บ้านก็จะนำรายชื่อของญาติๆทั้งหลายออกมาจุดไฟใส่ลงในภาชนะ  เช่น  ถาด  เป็นต้น  แล้วพระสงฆ์ก็จะกรวดน้ำลงบนเถ้ากระดาษรายชื่อ  ที่เผาไฟแล้วนั้นอีกทีหนึ่ง  หลังจากนั้นก็จะมีการแสดงธรรมดาเทศนาเกี่ยวกับเรื่องราวในเทศกาลวันสารทว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงต้องทำไม่ทำไม่ได้ หรือใจความโดยสรุปตามพระคัมภีร์ที่พระสงฆ์ท่านแสดงในวันนั้นมีดังนี้

อันมนุษย์ชาติ  ทุกศาสนา  ทุกภาษา  ทั่วโลกนั้นเมื่อต่างดับจิตละสังขารไปแล้วจิตวิญญาณก็จะถูกฉุดดึงไปตามอำนาจของกรรมที่ทุกคนได้กระทำไว้ก่อนตาย  เมื่อทำดีมีกุศลสั่งสมไว้มากจิตวิญญาณนั้นก็จะอุบัติในทิพยสถานตามลำดับแห่งภพภูมิของตน  แต่ก็มีเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายที่ถูกบาปอกุศลฉุดรั้งไปสู่อบายภูมิโดยไม่มีอำนาจใดทัดทานได้  จำนวนสัตว์นรกในอบายภูมิแต่ละขุมนั้นจึงมีมากมายมหาศาลแออัด  ยัดเยียด  เบียดเสียดกันอยู่ในท่ามกลางความเจ็บปวดทุกทรมานจากการลงทัณฑ์ของเหล่านายนิรยบาลที่ไม่มีการยกเว้นหรือให้อภิสิทธิ์แก่ใครทั้งสิ้น 

กาลเวลาในอเวจีมหานรกนั้น  นานนับเป็นอสงไขยกัปป์กัลป์เลยทีเดียว  แต่ในรอบ ๑ ปี นักษัตรของโลกมนุษย์พระยายมราชท่านจะอนุญาตให้นายนิรยบาลปล่อยสัตว์นรกทั้งหลายให้ขึ้นไปรับบุญกุศลจากลูกหลานญาติมิตรพี่น้องได้ ๑ ครั้ง ใน ๑๐ เดือน  นับตั้งแต่วันขึ้น ๑๔–๑๕  ค่ำ  เป็นต้นไปจนถึงวันแรม ๑๔–๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ แล้ว จึงค่อยกลับไปรับโทษในอเวจีมหานรกต่อไปจนกว่าจะสิ้นกรรม  เหล่ามนุษย์ที่เป็นสัตว์นรกทั้งหลายนี้ เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับไปหาลูกหลานญาติพี่น้องก็ดีใจ  ความที่ต้องทนอดอยากหิวโหยอยู่ในรกเป็นเวลานาน  เมื่อขึ้นมาเห็นข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนย  พร้อมด้วยผลไม้เผือกมันอันอุดมสมบูรณ์ที่ลูกหลานจัดเตรียมไว้ให้ก็ปลื้มอกปลื้มใจ  พอใจสมปรารถนา  เมื่อถึงกำหนดที่จะต้องกลับไปรับโทษต่อ  ก็จะอำนวยอวยพรให้ลูกหลานประสพแต่สิ่งที่ดีงามที่เป็นศิริมงคลไพบูลย์พูนผลด้วยจตุรพิธพรชัยห่างไกลจากสรรพยันตรายทั้งปวง

ส่วนพวกที่ขึ้นมาแล้วเมื่อได้เที่ยวเดินหาตามบ้านเรือนของลูกหลานคนโน้นคนนี้ทั่วทุกคนแล้วก็สอดส่ายสายตาแลลอดตามช่องประตูหน้าต่าง  หรือตามรอยแยกช่องโหว่ของฝาบ้านนั้นๆ ไม่เห็นลูกหลานตั้งสำรับคับค้อนไว้ให้ เลยก็เกิดความกำสรดโศรก  เสียใจด้วยความผิดหวังแล้วก็เลยพาลพาโลโกรธเคืองให้ลูกหลานที่ใจจืดใจดำที่แม้จะเลี้ยงดูปู่ย่าตาทวดสักปีละครั้งก็ทำให้ไม่ได้  สัตว์นรกเหล่านี้ก็จะลุแก่โทษะ  กล่าววาจาอันเป็นโทษ  สาปแช่งลูกหลานให้มีอันเป็นไป  ให้ได้รับความเดือนร้อนนานาประการ   ขาดแคลนในเครื่องอุปโภคบริโภคมีอุปสรรคขัดข้องในการดำเนินชีวิต  จะคิดจะทำสิ่งใดก็มีแต่ความล้มเหลว  จนกว่าจะสิ้นอายุขัย.....ดังนี้เป็นต้นไป

เนื้อหาโดยสรุปจากพระคัมภีร์ที่พระสงฆ์ได้แสดงในวันนั้นเอง  คือ หัวใจเรื่องราวความเป็นมาของประเพณี "แซนโฎนตา"  ที่ได้รับการถ่ายทอดสู่บุตรหลานรุ่นหลังต่อเนื่องยาวนาน  รุ่นต่อรุ่นตราบเท่าทุกวันนี้  ซึ่งทั้งหมดคือกุญแจไขปริศนาที่ว่า "ทำอะไรเหมือนงมงายทำให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ  ภูตผีปีศาจไม่ได้มีจริงทุกสิ่งล้วนสมมุติเหลวไหลทั้งสิ้น"  ปริศนาเหล่านี้มีคำตอบจากลูกหลานที่ยังให้ความศรัทธา  เชื่อถือในพระคัมภีร์ทางศาสนาอย่างแน่วแน่มั่นคงหนึ่ง  อีกประการหนึ่งก็ยังให้ความเคารพรักเมตตาสงสารญาติโกโหติกาเหล่านั้นอย่างเต็มเปี่ยม  เขาเหล่านั้นคิดง่ายๆ  ว่า ความสิ้นเปลืองทั้งหมดในวันนี้ 1 วัน สำหรับญาติผู้น่าสงสาร มิได้ทำให้ลูกหลานถึงกับล้มละลายอย่างแน่นอน  ทุกคนยินดีและเต็มใจ  ที่จะแสวงหาสิ่งที่ปู่ย่าตายาย  เคยชอบมาเตรียมไว้อย่างเต็มที่  ภายหลังเมื่อส่งดวงวิญญาณเหล่านั้นกลับแล้ว  ลูกหลานก็สามารถนำอาหารมาเลี้ยงดูร่วมรับประทานกันได้  ถือว่าเป็นอาหารมงคลที่ปู่ย่าตายายมอบไว้ให้ลูกหลานพร้อมกับคำอวยพร 

ส่วนข้อที่ว่า "ไม่ทำไม่ได้หรือไม่?" ตอบว่า  "ได้เหมือนกัน  ถ้าลูกหลานกลุ่มใดเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ  สามารถทำจิตใจให้มั่นคงไม่หวั่นไหว  หวาดระแวงว่าจะต้องคำสาปจากบรรพบุรุษอันจะคอยทำให้ชีวิตไม่สงบสุข  ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของลูกหลานรุ่นใหม่ของแต่ละตระกูลแต่ส่วนมากแล้วไม่กล้าเสี่ยงแม้ว่าจะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม   เพราะอุบัติภัยในโลกมนุษย์นี้มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา  และรุนแรงร้ายกาจกว่าสมัยโบราณหลายเท่านัก"...  ลูกหลานที่ต้องเดินทางไกลไปประกอบอาชีพเสี่ยงโชคยังต่างแดนต่างจังหวัดตามโรงงานอุตสาหกรรม  รับจ้างทั่วไปหรือเสียงภัยเสี่ยงชีวิตในทะเลมหาสมุทรก็มากมาย  ล้วนต้องการขวัญและกำลังใจเป็นอย่างยิ่ง  อย่างน้อยก็ขอให้มีช่องทางประกอบอาชีพ  มีรายได้เลี้ยงชีวิต  จุนเจือครอบครัวให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้จนมีโอกาสได้กลับมาพบกันในรอบปีของเทศกาลสารท หรือ "แซนโฎนตา"อีกครั้งหนึ่งก็ถือว่าเป็นพรอันประเสริฐยิ่งแล้วสำหรับพวกเขา

ถ้าจะถามว่า "แล้วสังคมได้สาระอะไรจาก "พิธีแซนโฎนตา"นี้บ้าง?"  ก็จะตอบได้ว่า "สิ่งที่สังคมได้รับนั้นไม่สามารถจะประเมินได้ด้วยมาตราตวงวัดชนิดใดทั้งสิ้น  ด้วยเป็นสิ่งผุดขึ้นในดวงจิตอันละเอียดอ่อนของลูกหลานเอง  อันเป็นความดีงามเพียบพร้อมไปด้วยคุณลักษณะที่สังคมอื่นสัมผัสได้ยาก  จนอาจจะมองผ่านเลยไปกลายเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ โดยแท้ที่จริงนั้น  สาระสำคัญของพิธีการของประเพณีแซนโฎนตานี้  ได้สะท้อนให้เห็นคุณธรรมความกตัญญูรู้คุณของบรรพบุรุษในสายตระกูลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม  โดยตรงหมายถึงผู้สืบทอดสายโลหิต  โดยอ้อมหมายถึงผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในภายหลัง  เช่น เขย สะใภ้  เป็นต้น

นอกจากสังคมจะได้รับรู้ถึงคุณธรรมความกตัญญูที่ถูกปลูกฝังสืบทอด  เชื่อมโยงมาอย่างเหนียวแน่นไม่ขาดสายแล้ว  ยังมีคุณธรรมพิเศษควบคู่กันมาอีกคู่หนึ่งซึ่งถือว่าเป็นคุณธรรมที่ค้ำจุนโลก  คือ  ความเมตตาสงสาร  ความเวทนาอาทร  ห่วงใย  ไม่อยากให้บรรพบุรุษเหล่านั้นผิดหวังโศกเศร้าเสียใจ ความรู้สึกที่ดีงามเหล่านี้เองที่ผลักดันให้เกิดภาพรวมเป็นรูปธรรม  ตามที่ปรากฏในสายตาของสังคม  ท้าทาย  ยุคสมัยและกาลเวลาอย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคง  ประกาศเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้สังคมต้องยอมรับโดยไม่มีสิ่งใดมาโยกคลอนได้
  
ขั้นตอนพิธีการ
ช่วงเวลาของเทศกาลสารท  คือ  ระหว่างวันขึ้น ๑๔–๑๕  ค่ำ  เดือน ๑๐ ถึงว่าเป็นวันสารทน้อย  ชาวบ้านที่เป็นชนเผ่าเขมร  และกวย(บางท่านเรียกว่า "สวย")  จะเพียงแต่ไปทำบุญตักบาตรที่วัดธรรมดาเหมือนวันพระทั่วไป  แต่ชนเผ่าลาวจะทำพิธีตรุษสารทในช่วงนี้  จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวันสารทลาว  ส่วนชนเผ่าเขมร  และกวย นั้นจะไปทำพิธีตรุษสารทใหญ่    ที่เรียกว่า พิธีแซนโฎนตานี้ในช่วงวันแรม   ๑๔–๑๕  ค่ำ  ของเดือน ๑๐  โดยจะเริ่มทำขนมข้าวต้มต่างๆ ให้เรียบร้อยตั้งแต่วันแรม ๑๓  ค่ำ  รวมทั้งการจัดเตรียมอาหารที่ปู่ย่าตายายชอบ  ก็จะจัดเตรียมซื้อหาอุปกรณ์ไว้ให้พร้อมสรรพ  ในสมัยก่อนนั้นทุกบ้านจะต่างคนต่างทำของใครของมัน  ปัจจุบันนี้สะดวกขึ้น เพราะมีผู้รับทำขนมข้าวต้มต่างๆตามสั่ง แต่ราคาจะแพงกว่าปกติ แต่ผู้สั่งก็ยินดีจ่ายเพราะสะดวกกว่าทำเองหลายเท่านัก
  
ประเภทขนมต่างๆ  ที่จะขาดไม่ได้  ได้แก่ขนมเทียน  ทั้งใส้เค็มและไส้หวาน  ไส้หวานต้องใช้มะพร้าวทึนทึก แต่ในปัจจุบันนี้บางคนก็จะใช้ถั่วเพราะสะดวกกว่า  นอกจากนี้ก็จะมีขนมเข่ง  ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตรุษจีนด้วย ในปัจจุบันนี้ก็มีขนมหลากหลายให้เลือกซื้อไปเพิ่มเติม  ข้าวเม่า  ข้าวกระยาสารท  ก็ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน
  
ประเภทข้าวต้ม  ได้แก่  ข้าวต้มหมู  ข้าวต้มกล้วย  ข้าวต้มด่าง   ข้าวต้มมะพร้าว (ใช้กะทิสดคลุกข้าวสารเหนียวที่แช่น้ำพอนิ่มเคล้าเกลือให้พอดีแล้วห่อด้วยใบมะพร้าว)
ประเภทผลไม้เผือกและมัน  ได้แก่  กล้วยสุกชนิดต่างๆ  ทั้งกล้วยน้ำว้า  กล้วยไข่  กล้วยหอม เผือกต้ม  มันต้ม  ฟัก  ข้าวโพดต้ม อ้อยควั่น  ส้มโอและผลไม้อื่นๆ  ตามฤดูกาล
  
อาหารต่างๆ  ได้แก่  ข้าวสวย  ข้าวเหนียว   ประเภท แกงชนิดต่างๆ  ผัด   ย่างชนิดต่างๆ เช่น ปลาย่าง  ไก่ย่าง  เป็ดย่าง  เนื้อย่าง หมูย่าง  ฯลฯ

เครื่องดื่มต่างๆ  เช่นที่ขาดไม่ได้คือ เหล้า    น้ำอัดลม  น้ำสะอาด  ฯลฯ

เครื่องนุ่งหุ่ม หรือเครื่องแต่งตัว เช่น  ผ้านุ่ง  โสร่ง  เสื้อ  กระจก  แป้ง  หวี เป็นต้น
    
ทั้งหมดนี้ คือ  สิ่งที่ต้องเตรียมไว้  ตั้งแต่วันแรม ๑๓ ค่ำ  ให้ครบถ้วนสมบูรณ์  พอเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรม ๑๔  ค่ำ  ซึ่งเป็นวันประกอบพิธีเจ้าบ้านจะเตรียมปูลาดอาสนะ  ด้วยที่นอนนุ่ม  ปูทับด้วยผ้าขาว  และจัดวางเครื่องบัตรพลีบำบวงทุกอย่างที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อยเป็นหมวดหมู่  นับตั้งแต่ข้าวสารเจ้า  ข้าวสารเหนียว  ใส่ขันใบใหญ่ตั้งไว้เป็นประธานข้างประตูทางเข้า  จะมีขันใส่น้ำลอยกลีบดอกไม้สำหรับปู่ย่าตายายจะได้ล้างหน้าล้างตา  ล้างมือล้างเท้า  แล้วสวมใส่ผ้าผ่อนท่อนสไบที่ลูกหลานจัดใส่พานเตรียมไว้ให้  พร้อมด้วยเครื่องหอมกระแจะจันทน์  เช่น  น้ำอบไทย  แป้งหอม  และขมิ้นผง  เป็นต้นนอกจากนี้ก็ยังมีสร้อยถนิมพิมพาภรณ์  ให้ท่านเลือกประดับตามอัธยาศัย  ถัดจากนั้นไป  ก็จะเป็นข้าวต้มขนมผลไม้  และสำรับกับข้าวครบเครื่อง  ส่วนเครื่องดื่มนานาชนิดพร้อมด้วยแก้วนั้นจะเตรียมไว้หน้าสำรับ  ซึ่งจะมีทั้งดีกรีอ่อน - แก่ตามรสนิยมของลูกหลานเองด้วย เพราะลูกหลานเตรียมตัวเป็นลูกศิษย์ของโฎนตาอย่างเต็มที่  และถือเป็นโอกาสอันดีที่สมาชิกในครอบครัวยินดีและเต็มใจในการดื่มกินของลูกหลานที่ชอบของมึนเมาเป็นกรณีพิเศษ  เพราะนานๆลูกหลานหรือพี่ๆ น้อง ๆ  จะมีโอกาสได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมตากันสักครั้งซึ่งเป็นบรรยากาศที่ทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว  มีความสุขกายสบายใจ  รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ และปลื้มใจเป็นพิเศษ 



เมื่อตั้งเครื่องพร้อมแล้ว  ในช่วงที่รอเวลาก็จะมีลูกหลานที่มีความเกี่ยวดองกันทยอยนำข้าวปลาอาหารและขนมนมเนยไปไหว้ปู่ย่าด้วย  ของเซ่นไหว้ก็ยิ่งจะอุดมสมบูรณ์  ตามจำนวนของสมาชิกในแต่ละครอบครัว  แต่ละตระกูล  พอถึงเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา ผู้เป็นประธานของตระกูลก็จะเรียกชุมชุมลูกหลานให้มานั่งพร้อมหน้ากันแล้ว  ประธานก็จะจุดธูปเทียน  ปักที่เชิงเทียน ส่วนธูปจำนวนหนึ่งก็ปักตามเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ จนครบ  จากนั้นประธานก็จะนำลูกหลานในครั้งนี้กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย  พร้อมๆ กัน เมื่อจบคำบูชาพระรัตนตรัยแล้วประธานก็จะตั้งนะโม3จบ แล้วสวดชุมนุมเทวดาให้ท่านลงมารับรู้รับทราบเป็นสักขีพยานในการพิธีแซนโฎนตาของลูกหลานในครั้งนี้ พร้อมทั้งอนุโมทนาสาธุในมุทิตาจิตอันยิ่งใหญ่ของลูกหลานในครั้งนี้  ถัดจากนั้นผู้เป็นประธานก็จะเริ่มรินน้ำสะอาดลงในภาชนะเป็นประถม  พร้อมทั้งกล่าวอัญเชิญดวงวิญญาณของปู่ย่าตาทวดทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วทุกคน  โดยระบุชื่อและนามสกุล  คณะญาติที่นั่งแวดล้อมก็จะช่วยกันเรียกขานเท่าที่ระลึกได้  ที่จำชื่อไม่ได้ก็จะระบุบรรพบุรุษรวมๆ ว่าโฎนตา  ซึ่งหมายถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในอดีตทุกรุ่นทุกวัยนั่นเอง    ญาติๆที่มาร่วมพิธีก็จะผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปกรวดน้ำพร้อมทั้งกล่าวเชิญโฎนตาให้มารับเครื่องสักการะบูชาทั้งหลายที่ลูกหลานจัดตกแต่งไว้ ให้โดยทั่วกันจงทุกท่านทุกคนพร้อมทั้งจารนัยชื่อของขนมผลไม้  อาหารคาวหวานต่างๆ  ที่ปู่ย่าตายายเคยชอบ ว่าลูกหลานได้ตระเตรียมไว้ให้แล้วอย่างครบถ้วนบริบูรณ์เชิญโฎนตาทุกท่านได้เข้ามารับรู้รับทราบและรับเอาเป็นสมบัติทิพย์ของทุกท่านให้อิ่มเอมเปรมปรีดาสมปรารถนาของทุกท่านเถิด



การกรวดน้ำ ในพิธีตอนนี้จะเป็นพิธีเซ่นไหว้บวงสรวงคล้ายๆ กัน  กับการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลหลังจากการทำบุญทั่วไป  แต่เป็นการเรียกชื่อจำเพาะจงให้ญาติโกโหติกาเหล่านั้นได้มารับเครื่องกระยาหารทั้งปวงจากลูกหลานโดยตรงเท่านั้น  การกรวดน้ำลงภาชนะหน้าเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีนี้จะทำประมาณ ๒-๓ ครั้ง  โดยประมาณว่าญาติแต่ละคนต่างก็เดินทางมาจากคนละทิศคนละทาง  หรือคนละภพภูมิ ระยะทางใกล้ไกลไม่เท่ากัน    เพราะฉะนั้นลูกหลานจึงจะต้องเรียกเชิญอีก ๒ - ๓ ครั้ง  เพื่อมิให้ผู้ที่เดินทางมาถึงที่หลังเพื่อน  เกิดความเก้อเขินกระดากอาย  ก็คงจะอนุมานเอาจากการดำเนินชีวิตของเราในโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันนั่นเองเป็นบรรทัดฐาน  จากนั้นก็จะทิ้งช่วงระยะหนึ่ง กะว่า "โฎนตา" อิ่มหนำสำราญทั่วหน้ากันแล้ว  จึงกรวดน้ำอีกครั้ง  เป็นการลาสำรับบอกให้ปู่ย่าตายายล้างมือล้างปากเคี้ยวหมากสูบบุหรี่  ให้สบายอกสบายใจ  แล้วจึงค่อยลาลูกหลานไปวัดเพื่อรับศีลและฟังพระเจริญพระพุทธมนต์

จากนั้นก็จะถอยสำรับกับข้าวลงมาเลี้ยงดูกันเอง  เอาไว้เฉพาะสิ่งที่ไม่บูดไม่เสียเป็นบางอย่าง  ส่วนหลังจากรับประทานอาหารร่วมกัน  เสร็จแล้วผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะชวนลูกหลานไปวัดเพื่อฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ โดยไม่ลืมที่จะเชิญ"โฎนตา"ไปด้วย

ในระหว่างเวลาว่างขณะที่รอลูกหลานนั้น  เจ้าบ้านจะต้องจัดเตรียม  สิ่งที่จะต้องใช้ในพิธีภาคกลางคืน ในช่วงเวลาดึกสงัด(ประมาณ ๐๒.๐๐ น.) กับภาคเช้าตรู่ (ประมาณ ๐๕.๐๐ น.) อีก ๒ รายการ  ดังนี้  คือ 

  ๑. เย็บกระทงเล็กๆ ประมาณ ๒๐–๓๐  กระทง ใส่สิ่งของทุกชนิดที่รับประทานได้  เตรียมไว้อีกด้านหนึ่ง  นอกจากนี้ก็เย็บกระทงใบใหญ่อีก ๒ ใบ  บรรจุขนมผลไม้หมากพลู  บุหรี่  และภาชนะใส่น้ำ ไปตั้งไว้นอกรั้วบ้าน   สำหรับผีที่ไม่มีญาติทำให้แล้วจุดเทียนบอกกล่าว เชิญชวนให้เข้ามาดื่มกินโภชนาอาหารต่าง ๆให้อิ่มหมีพีมันอย่าได้น้อยอกน้อยใจเลย  เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วก็ให้ไปวัดรับศีลฟังธรรมแล้วอำนวยอวยพรให้ลูกหลานมีความสุข  ความเจริญ  วัฒนาถาวร สืบไป
๒. จัดของลงใส่ภาชนะอีกใบหนึ่ง  โดยจัดให้มีถ้วยใบหนึ่งใส่ไว้ตรงกลางเย็บกรวยด้วยใบตอง  ข้างในกรวยใส่ข้าวเหนียวสุกปิดปากกรวยด้วยเงินเหรียญ  สมัยแต่ก่อนเป็นเหรียญ ๑ บาท  ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น ๕ หรือ ๑๐ บาท   ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป  แล้วนำกรวยวางลงในถ้วยยอดกรวยคล้องด้วยฝ้าย ๑ ไจรอบๆ ถ้วยที่ใส่กรวย  ก็จะจัดวางกล้วยน้ำว้าสุก ๑ หวี  ข้าวต้ม ขนม ผลไม้ ชนิดต่างๆ  และที่ขาดไม่ได้คือ  อาหารแห้ง ๆ เช่น  ไก่ย่าง  ปลาหรือหมูย่าง ฯลฯ  ที่เตรียมไว้แล้วแต่ตอนเย็นก่อนไปวัด ใส่ไปด้วย

กลับจากวัดแล้วก็เตรียมหุงข้าวเหนียวไว้ให้เรียบร้อย  พอถึงเวลาตกดึกสงัดหัวหน้าครอบครัวก็จะเรียกปลุกลูกหลานให้ลุกขึ้นมาจับ "ข้าวบิณฑ์" หรือภาษาเขมรท้องถิ่นขุขันธ์เขียนว่า "បាយបិណ្ឌ"ออกเสียงว่า /บาย-เบ็น/ แปลว่า "ข้าวบิณฑ์" ในที่นี้คือข้าวเหนียวสุก ๑  ถ้วย  ที่หัวหน้าครอบครัวเตรียมไว้ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวบรรจงจับปั้นเป็นก้อน ๆด้วยจิตใจที่ตั้งใจมั่นและมีขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม จำนวน ๑๙ ก้อน ใส่ลงในกระทงเล็กๆ  เพื่อจูนโฎนตา หรืออุทิศส่งให้บรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้ว โดยการขานชื่อบรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้วทุกชื่อควบกับการหยิบข้าวเหนียวในกระทงทุกครั้ง  สำหรับเด็กๆ ก็เพียงแต่ให้จับข้าวใส่ลงในกระทงให้ผู้ใหญ่เรียกชื่อแทน (หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องจับปั้นข้าวเป็นก้อนจำนวน ๑๙ ก้อน ผู้รู้ท่านว่า ตัวเลข "๑๙" ก็คือจำนวนขวัญดีที่อยู่ในมนุษย์ทุกรูปกาย ทั้ง ๑๙ ดวง ภาษาท้องถิ่นเขมรเรียกว่า​​​"ព្រលឹង" อ่านว่า /ปโร-ลึง/ ซึ่งคำว่า"ขวัญ (Morale)" ก็คือ สภาวะแห่งจิตใจของบุคคล ซึ่งเป็นองค์ประกอบแห่งพฤติกรรมในการแสดงให้เห็นถึงด้านดีได้แก่ ความกระตือรือร้น  ความมุ่งมั่น  และความรักสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ  ส่วนด้านที่ไม่ดี ได้แก่ ความเฉื่อยชา และความไม่มีชีวิตชีวา ดังนั้น บุคคลจะมีขวัญอยู่ใน ๒ ลักษณะ คือ ขวัญดี ตามความเชื่อท้องถิ่นของชนเผ่าเขมรอำเภอขุขันธ์ มี ๑๙ ดวง และ ขวัญไม่ดี มี ๗ ดวง สังเกตได้จากเมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ หรืออาจารย์พราหมณ์จะมัดขวัญลูกหลานก็จะมีการทำพิธีเรียกเอาขวัญที่ไม่ดีออก ๗ ดวง แล้วจึงเรียกขวัญที่ดีทั้ง ๑๙ ดวงให้มาเข้ารูปตัวตนของลูกหลาน แล้วจึงผูกด้ายมัดขวัญให้กับลูกหลานต่อไป)  ระหว่างนั้นผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็จะกรวดน้ำบอกกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า "ขอให้ปู่ย่า  ตายายทั้งหลาย จงมารับเอาข้าวบิณฑ์ที่ลูกหลานได้ตั้งใจกระทำส่งอุทิศให้ในครั้งนี้โดยทั่วกัน  เมื่อท่านได้รับแล้วก็ขอให้ท่านจงอำนวยอวยพรให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดีมีชัย ปราศจากพิบัติภัยอันตรายทั้งปวงจะประกอบกิจการงานใด ก็ขอให้เจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น ปราศจากอุปสรรคปัญหา  จะยาตราไปในทิศทางใดทั้งใกล้และไกล  ก็ขอให้ปลอดภัยในทุกสถานในกาลทุกเมื่อเทอญ"

เมื่ออวยพรลูกหลานเสร็จแล้ว ก็ให้ไปวัดอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อแห่ข้าวกระยาสารท  หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "บายตะเบิดตะโบร" ซึ่งคำนี้ชาวบ้านอำเภอขุขันธ์ออกเสียงเพี้ยนมาจากรากศัพท์คำเดิมว่า "ข้าวภัทรบทบริบูรณ์" หรือเขียนเป็นภาษาเขมรว่า "បាយភទ្របទបរិបូណ៌" อ่านว่า /บาย-เพิด-ตเรียะ-บท-บริ-โบ/ แปลว่า "ข้าวเดือน ๑๐ ที่อุดมสมบูรณ์" พร้อมลูกหลานในตอนตี ๕  ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็จะได้ยินบ้านใกล้เรือนเคียงกู่เรียกกัน แล้วต่างก็จะประคองภาชนะทั้งสองอย่างที่เตรียมไว้แล้วนั้นไปวัดโดยไม่ลืมที่จะเรียก "โฎนตา" ไปด้วย  เมื่อไปถึงวัดพร้อมกันแล้วประธานก็จะประกาศบอกเริ่มพิธี  ทุกคนก็จะจุดเทียนปักในภาชนะของตน  ไหว้พระรับศีลแล้วก็ทำพิธีประทักษิณด้วยการประคองภาชนะของตนแห่รอบอุโบสถ ๓ รอบแล้วจึงถวายพระสงฆ์  เฉพาะสิ่งของที่อยู่ในกาละมัง  ส่วนกระทงเล็กๆ  ๒๐ - ๓๐ กระทงนั้น  เมื่อพระสวดมาติกาบังสุกุลและอนุโมทนาให้แล้ว  ก็จะนำกลับไปใส่ตามหัวไร่ปลายนา เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญญาหารต่อไป 


หลังจากนั้นก็จะกลับมาเตรียมข้าวปลาอาหารไปใส่บาตรเลี้ยงพระที่วัด  ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของพิธี   โดยวัดจัดให้มีการสวดมาติกาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้อดีตเจ้าอาวาสผู้มีคุณูปการณ์ต่อหมู่บ้าน  ต่อชุมชนร่วมกับบรรพชนอื่น ๆด้วยในคราวเดียวกัน  หลังจากเสร็จพิธีแล้วก็จะร่วมกันใส่บาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร  จากนั้นพระสงฆ์ก็แสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับความเป็นมาของเทศกาลสารท หรือ "โฎนตา"  ตลอดจนอานิสงส์และโทษของการจัดทำและไม่ได้จัดทำตามที่ได้กล่าวถึงในตอนต้น  เมื่อจบการแสดงพระธรรมเทศนาแล้วญาติโยมถวายปัจจัยไทยธรรมพระสงฆ์อนุโมทนา  เป็นอันเสร็จพิธีการทางศาสนาเพียงเท่านี้  แต่ทางบ้านจะยังไม่เก็บเครื่องเซ่น  ในวันนั้นผู้เฒ่าผู้แก่บอกให้ตั้งไว้ก่อนสัก ๑ - ๒ วัน  เพราะมีเหตุผลว่า ปู่ย่าบางท่านมาถึงหลังเพื่อนอาจจะยังต้องการข้าวปลาอาหารอยู่ก็ให้รอไว้ก่อน

เมื่อครบวันเวลาแล้วลูกหลานก็เตรียมส่ง "โฎนตา" กลับบ้าน โดยการจัดกับข้าวธรรมดาเซ่นบอกให้ปู่ย่า ตายายกลับสู่สถานที่อยู่โดยให้ขจัดปัดเป่า และนำเอาโรคาพยาธิต่าง ๆ ไปด้วย แล้วให้ทิ้งไว้แต่ความเป็นศิริมงคล  ความสุข  ความเจริญ  และวัฒนาถาวรให้แก่ลูกหลาน  แล้วก็นำเอาเสบียงอาหารส่วนหนึ่งใส่ลงในกระทงเรือส่งให้ปู่ย่า หรือตายายนำติดตัวไปด้วย โดยนำไปลอยน้ำตรงที่มีน้ำไหล  สำหรับกระทงเรือนั้นจะใช้กาบกล้วยหักมุมหัวท้าย แล้วกรึงด้วยสลักไม้ไผ่  จัดทำหุ่นสมมุติวางไว้ด้านท้ายของกระทงแทน "โฎนตา"  ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ  แล้วค่อยกลับมาพบลูกหลานใหม่ในปีต่อไป เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ  "แซนโฎนตา"  โดยสมบูรณ์
*******************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ช่องข่าวออนไลน์สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร.089-7202420
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการ/ประชาสัมพันธ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร. 098-5869569

สนับสนุนเวปไซต์ โดย...
เที่ยวนครวัด-นครธม ประหยัดและปลอดภัย
สนใจติดต่อโทร. 098-5869569