ข่าวประชาสัมพันธ์

ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ก่อนที่จะยกฐานะมาเป็นเมืองขุขันธ์ อยู่ที่ไหน?

          จากการชำระประวัติศาสตร์ของจังหวัดศรีสะเกษ  ได้มีการเสนอหลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานทางนิรุกติศาสตร์  และหลักฐานทางสังคมขึ้นมาใหม่  เพื่อประกอบการศึกษาหาข้อเท็จจริงว่า “ปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนแท้จริงอยู่ที่ไหน?”  ได้มีการหยิบยกและวิพากษ์เป็นแนวทางเพื่อการศึกษาและเผชิญการสืบค้นตามหลักวิชาการทางประวัติศาสตร์  อันจะนำเข้าสู่วิวัฒนาการทางการศึกษาแบบรอบด้าน     หลักฐานนำเสนอใหม่ที่มีความขัดแย้งที่น่าสนใจ “นำสู่การเผชิญการสืบค้นและศึกษา” อาศัยหลักวิชาการทางประวัติศาสตร์ โดยยึดแนวทาง คือ
                    1.  หลักทางนิรุกติศาสตร์
                    2.  หลักทางโบราณคดี
                    3. หลักทางวัฒนธรรมประเพณี
                    4.  หลักทางสังคมและมานุษยวิทยา

          จากการสืบค้นแล้วพบหลักฐานทางโบราณคดีที่ยังมิได้ศึกษา  ปรากฏว่า  ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือหนองแตระ (ภูมิบ้านเจ็ก) ระยะทางประมาณ 1,500 เมตร ที่ริมฝั่งลำห้วยเหนือ ที่ GPSบนGoogle Map : 14.727566, 104.195525 หรือที่พิกัด14°43'39.2"N 104°11'43.9"E  มีปราสาทซึ่งเป็นเทวสถานโบราณ  รูปร่างสัณฐานประสาทโดยรวม เป็นลักษณะสี่เหลี่ยม ด้านในกว้าง 5 x 5 เมตร สร้างจากหินทรายและศิลาแลง ส่วนด้านนอกเป็นกำแพงศิลาแลง  แต่ถูกทำลายลงเพราะถูกขุดหาวัตถุโบราณ ทำให้ปราสาทได้รับความเสียหายและศิลาแลงตกกระจัดกระจาย  ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีหินทรายและศิลาแลงปรากฏยังคงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง

พิกัดที่ตั้งของปราสาทสี่เหลียมโบราณ(ตวลตวาย หรือ กัลตวลตวาย หรือ โตลศวาย)ที่สร้างจากหินทรายและศิลาแลง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ GPSบนGoogle Map : 14.727566, 104.195525 หรือที่พิกัด  14°43'39.2"N 104°11'43.9"E 
สภาพโดยทั่วไปของปราสาทสี่เหลียมโบราณ(ตวลตวาย หรือ กัลตวลตวาย หรือ โตลศวาย)ที่สร้างจากหินทรายและศิลาแลง
(ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560 โดยนายสุเพียร  คำวงศ์ )
ก้อนหินศิลาแลงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่บริเวณปราสาทโบราณแห่งนี้
ก้อนหินทรายและศิลาแลงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่บริเวณใจกลางปราสาท
คันคูน้ำที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ด้านที่เหนือของตัวประสาท
         และที่ปราสาทแห่งนี้เอง ก็ยังพบฐานโยนีทำด้วยหินทราย(ฐานโยนี : คือฐานที่สร้างขึ้น หรือเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศหญิง ซึ่งรองรับศิวลึงค์ เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่มีรูปของพระอุมาพระผู้เป็นพลัง(ศักติ) และเป็นชายาของศิวะ(พระอิศวร)อยู่ในผังรูปทรงสี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยม  สันนิษฐานว่า ปราสาทโบราณแห่งนี้ น่าจะสร้างพร้อมปราสาทสระกำแพงน้อย ที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เพราะเป็นศิลาแลงคล้ายคลึงกันมาก
ฐานโยนี ที่เคยตั้งอยู่ที่ปราสาทปราสาทสี่เหลียมโบราณ(ตวลตวาย หรือ กัลตวลตวาย หรือ โตลศวาย)ที่สร้างจากหินทรายและศิลาแลง  ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดเจ็กโพธิพฤกษ์อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ

          ฐานโยนี สร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าตามลัทธิศาสนาพราห์ม(ฮินดู)ในอดีต  รอบตัวปราสาท มีคันคูน้ำล้อมรอบขนาดใหญ่ลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขวางตะวัน และพื้นที่ของหนองสะอางทั้งหมดเป็นบารายเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ของชุมชนเมืองโบราญยุคนั้น  ซึ่งเมื่อก่อนปี พ.ศ. 2500 ปราสาทโบราณแห่งนี้ ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก สภาพป่าโดยรอบตัวปราสาทรกมาก ทำผู้คนไม่กล้าเข้าไปใกล้  เพราะมีความศักดิ์สิทธิ์มาก แต่ต่อมาประมาณปลายปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา มีการลักขุดวัตถุโบราณเพื่อนำไปขายต่อให้ต่างชาติ  ทำให้ปราสาทแห่งนี้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมลงมาก  ประกอบกับชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงในยุคนั้นก็ต่างพากันไปขนเอาหินทรายมาทำหันลับมีดเพื่อใช้ในครัวเรือน และต่อมาเจ้าของที่นาใกล้ ๆ ก็บุกเข้าไปทำนา จนกลายสภาพโล่งเตียน  แต่ก็ยังคงมีร่องรอยหลักฐานความเป็นปราสาทหินโบราณปรากฏอยู่ให้เห็นได้ถึงปัจจุบัน
สภาพที่นาบริวณใกล้ๆปราสาทสี่เหลียมโบราณ ถูกไถจนโล่งเตียนมากในปัจจุบัน
(ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560 โดยนายสุเพียร  คำวงศ์ )
           และห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทโบราณ เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร มีภูมิบ้านเก่าในภาษากวยเรียกว่า "กัลตวลตะวาย"ในภาษาเขมร เรียกว่า “ภูมิตวลตวาย” (ตวล ออกเสียงว่า ​/tuəl/ เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า เนิน หรือที่ดอน , ตวาย เป็นคำที่ปู่ย่าตายายในอดีตออกเสียงเพี้ยนมาจากคำภาษาเขมรโบราณว่า ศวฺาย ออกเสียงว่า /svaay/​ เป็นคำภาษาเขมรแปลว่า มะม่วง เพราะมองอักษร ศ โบราณในจารึกโบราณ โดยเข้าใจผิดว่าเป็นตัว ต ที่ได้จารึกไว้ในแผ่นหิน(ปัจจุบันหายไปแล้ว)ว่า

อ่านว่า ภูมิโตลศวาย ซึ่งเมื่อเราแปลรวมความก็จะได้ว่า "ดอนมะม่วง" นั่นเอง ) ตั้งอยู่ริมร่องน้ำแขนงห้วยเหนือ ที่แยกจากห้วยเหนือบริเวณบ้านบก (ผ่านสะพานตาอุ่น บ้านแทรง) ไหลผ่านภูมิบ้านเก่านี้ และไหลลงห้วยเหนือ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเส้นทางพายเรือของหลวงปราบ(พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ท่านที่ 2 หรือเชียงขันธ์)ในอดีต เพื่อไปหานางคำเวียงที่บ้านบกได้ง่าย ซึ่งมีระยะทางโดยประมาณ 3 กิโลเมตร


ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานโบราณคดี
               "ภูมิตวลตวาย"(ภาษาเขมร) หรือ "กัลตวลตะวาย"(ภาษากวย) หรือ ภูมิโตลศวาย(ตามจารึกบนแผ่นหินที่มีผู้เคยพบ)จึงน่าจะเป็น บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน เป็นภูมิบ้านเก่าแก่ เคยพบอิฐและหินโบราณอยู่ลักษณะเป็นเนินสูงตั้งอยู่ริมร่องน้ำเล็กๆแขนงลำห้วยเหนือ มีพื้นที่ของหนองสะอางทั้งหมดเป็นบารายเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ของชุมชนเมืองโบราญยุคนั้น และมีพื้นที่กว้างใหญ่สามารถตั้งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ได้ เดิมบริเวณเมืองขุขันธ์เต็มไปด้วยป่าลำดวน ชาวบ้านมักใช้ไม้ลำดวนมากรองทำเป็นหญ้าคา ใช้มุงหลังคาบ้านเรือน ตอนหลังลำดวนลดน้อยลงเกือบสูญพันธุ์ แต่ยังคงปรากฏมีอยู่ในป่าวัดบ้านสะอางบ้างเล็กน้อย ทุกวันนี้ ภูมิตวลตวาย กลายสภาพเป็นที่ทำนาและสวนของชาวบ้านเจ๊กอยู่หลายครอบครัว 


เหตุผลสำคัญที่มีความขัดแย้งทางวิชาการ       

      
1. เมืองขุขันธ์ดั้งเดิมประกอบด้วยชนชาติพันธ์เขมรเป็นหลัก รองลงมาเป็นชนชาติพันธุ์กวย  ชาวบ้านในสมัยพระยาขุขันธ์ในยุคต้น ๆ ล้วนใช้ภาษาเขมรในการสื่อสาร  และมีจารีตประเพณีละเอียดอ่อนแบบเขมรโบราณ และได้สืบทอดติดต่อกันมาถึงทุกวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 250 ปี(นับจาก พ.ศ.2302) ภาษาเขมรยังคงไม่สูญหายไปจากเมืองขุขันธ์  แม้ทุกวันนี้จะมีภาษาที่สองเข้ามาเป็นจำนวนมากก็ตาม  จึงเป็นเหตุผลที่ชัดเจนว่า เมืองขุขันธ์ หรือบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนในอดีต น่าจะอยู่ในบริเวณ “ภูมิตวลตาวาย” มิได้ย้ายมาจาก “บ้านดวนใหญ่” ตามที่นักประวัติศาสตร์บางท่านสรุป  เพราะบ้านดวนใหญ่มีแต่คนลาว  ไม่มีคุ้มใดในละแวกใกล้เคียงใช้ภาษาเขมรอยู่เลย  แม้โดยทั่วไปบ้านดวนใหญ่มีลักษณะคล้ายเป็นเมืองเก่าที่สมบูรณ์ ตั้งอยู่ริมห้วยคล้า(ไม่น่ากันดารน้ำ) สันนิษฐานได้ว่า “บ้านดวนใหญ่” น่าจะเป็นเมืองเก่าของชาวลาวที่อพยพเข้ามาจากจำปาศักดิ์  หรือเวียงจันทร์ในตอนปลายกรุงธนบุรีและตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์     และประการสำคัญคือ  “บ้านดวนใหญ่” ไม่มีปราสาทเก่าแก่อยู่ในย่านนั้นเลย  นอกจากสระน้ำที่ดูคล้ายว่าจะมีมาแต่โบราณ และมีลักษณะคล้ายคูเมืองสองชั้นแบบเมืองโบราณเท่านั้นเอง

         2. เหตุผลด้านการครองเรือนของหลวงปราบ (พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ท่านที่ 2 หรือเชียงขันธ์)  คือ ในปี 2319 หลวงปราบ ได้ร่วมทัพไปทำสงครามเวียงจันทน์ ได้รับชัยชนะ  และเมื่อกลับมาได้หญิงหม้ายชาวลาวผู้สูงศักดิ์มาเป็นภรรยา   ชื่อนางคำเวียง และมีลูกติดแม่ชื่อ “ท้าวบุญจันทร์” มาด้วย  ครั้นมาถึงเมืองขุขันธ์  ก็ได้นำภรรยาชาวลาวไปไว้ที่บ้านบก (ปัจจุบันคือคุ้มในวัง บ้านบก  มีต้นโพธิ์ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ และมีวัดที่ตั้งขึ้นโดยคนลาวกลุ่มนี้ชือว่าวัดบกจันทนคร เป็นอนุสรณ์ของชาวเวียงจันทน์) และขณะนั้นยังไม่ได้ย้ายเมือง  เพราะพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน(ตากะจะ) ท่านยังคงมีชีวิตอยู่  ดังนั้น ข้อสันนิษฐาน การที่หลวงปราบได้ภรรยาใหม่มา โดยธรรมชาติน่าจะซ่อนภรรยาไว้ไม่ห่างไกลจากบ้านนัก หากว่าตัวเองยังอยู่ที่บ้านดวนใหญ่ ให้ภรรยามาอยู่บ้านบกซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 30 กิโลเมตร ต้องเดินทางข้ามวันข้ามคืนจึงจะมาหาภรรยาได้ แต่ถ้ามีบ้านอยู่ที่ “ภูมิตวลตาวาย” ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านบก โดยประมาณ 3 กิโลเมตรนั้น ก็จะสามารถมาหาภรรยาใหม่ได้ง่าย จึงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่า ซึ่งถ้ากล้าวกันตรงๆแล้ว "บ้านบก" ในอดีต กับ"บ้านดวนใหญ่" ไม่มีสายใยญาติผูกพันกันเลยจริงๆ

         3. สภาพเมืองขุขันธ์ โดยทั่วไปมีคูเมืองและแหล่งน้ำล้อมรอบ ด้านตะวันตกจะเป็นลำห้วยเหนือซึ่งมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ด้านตะวันออกจะเป็นหนองแตระและหนองสะอาง ซึ่งเป็นหนองขนาดใหญ่เหมาะแก่การตั้งเมือง

          4. มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ปรากฎมากมายในเมืองขุขันธ์  เช่น หลวงพ่อโต วัดเขียน ซึ่งเกิดก่อนตั้งเมืองขุขันธ์ วัดไทยเทพนิมิตร เคยเป็นที่พักกองทัพไทยคราวศึกสงคราม และปราสาทกุด วัดเจ๊ก หรือ ปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนโบราณที่สร้างด้วยอิฐ ที่วัดเจ็ก 
ปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนโบราณที่สร้างด้วยอิฐ  ตั้งอยู่ ณ วัดเจ็กโพธิพฤกษ์
อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ
        5. มีหลักฐานและแหล่งเลี้ยงช้างของพระยาขุขันธ์หลายแห่ง เช่นที่บ้านจันลม บ้านพะเยียวตาสุ และป่าบ้านแทรง มีผู้เลี้ยงช้างของพระยาขุขันธ์ เคยได้อาศัยอยู่ที่นั่น เป็นต้น

เหตุผลการย้ายเมือง

           ชัยภูมิที่ตั้งเมืองเดิมไม่เหมาะสม  มีแหล่งน้ำขนาดเล็กตื้นเขิน เพราะเป็นเพียงร่องน้ำ(แขนงของห้วยเหนือ)  และค่ายคูเมืองไม่เหมาะแก่การตั้งเมืองใหญ่  เลื่อนออกมาตั้งเมืองใหม่ที่บริเวณใกล้ๆปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนโบราณที่สร้างด้วยอิฐ ของภูมิบ้านเจ็กในอดีต (ชื่อบ้านเจ๊กนี้เรียกขึ้นภายหลัง) ถึงบ้านภูมิ  ซึ่งมีชัยภูมิเป็นเนินสูง ตั้งอยู่ริมหนองแตระซึ่งเป็นหนองขนาดใหญ่  อยู่ห่างจากที่ตั้งเดิมประมาณ 2,500 เมตร โดยเป็นการย้ายข้ามจากฝั่งทิศตะวันตกของลำห้วยเหนือมาอยู่ด้านฝั่งทิศตะวันออก  และเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง  คือ เจ้าเมืองคนเดิมคือ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) ถึงแก่อนิจกรรมลง จึงเลื่อนที่ตั้งเมืองใหม่มาตั้งในที่เหมาะสมกว่า  

สภาวัฒนธรรมเมืองขุขันธ์ ขอกราบขอบพระคุณผู้ให้ความร่วมมือด้านข้อมูลในการสืบค้น ดังนี้
    1.  นายเผด็จ  เจริญศรีเมือง 
ข้าราชการบำนาญ อายุ 63 ปี
    2. นายชุบ  จันทรชิต  ข้าราชการบำนาญ 
        ที่ปรึกษาเทศบาลตำบลห้วยเหนือ อายุ 70 ปี
    3. นายนุช  ไชยโพธิ์  
อดีตผู้ใหญ่บ้านเจ็ก อายุ 80 ปี
    4. นายขวัญชัย  ไชยโพธิ์  อดีต ผอ.ร.ร.นิคม 4 
        ชาวบ้านเจ็ก อายุ 54 ปี
    5. พระภิกษุตึ๋ง เจริญศรีเมือง
 วัดบ้านเจ็ก  อายุ 60 ปี
    6. พระแก้ว  ศรีสุพรรณ พุทธสถานที่พักสงฆ์พิหารภูมิตราง
ตรวจ/ทาน : นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ ,26 มีนาคม 2560.
ประวัติเมืองขุขันธ์ โดยสังเขป


นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
โทร. 089-7202420

สนับสนุนโดย