ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือពិធីបុណ្យប៉ង់អកព្រះខែ หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์ของ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ



พีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือ ពិធីបុណ្យប៉ង់អកព្រះខែ 
หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์ของชาวบ้านสังกัดวัดชำแระ 
ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ

...................................................
            โลกยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งการบริโภคข้อมูลข่าวสาร ผู้คนทั่วทุกมุมโลกสามารถติดต่อรับข่าวารข้อมูลได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็ว  การรุกรานโดยใช้กองกำลังทหารถูกยกเลิกไป และเปลี่ยนมาเป็นการรุกรานดันทางด้านวัฒนธรรม คือการเอาขนบธรรมเนียมประเพณีเข้าไปแทรกซึมในรูปแบบต่างๆ เช่น สอดแทรกไปพร้อมๆกับการศึกษา ศาสนา ภาษาและเทคโนโลยี โดย
พยายามปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้ทีละน้อย ๆ ในที่สุดขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์หรือของชาตินั้น ๆก็หมดไป  โดยเฉพาะประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่เปิดเสรีกว้างมาก และได้ยอมรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาทุกวัน  ทำให้ภาพความสับสนและขัดแย้งกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิดและน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ยังมีประเพณีและพิธีกรรมดังเดิมอย่างหนึ่ง ที่คนทั่วไปไม่ค่อยจะรู้จัก  นอกจากจะเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวไทยในแถบกลุ่มจังหวัดอีสานตอนใต้ที่พูดภาษาขแมร์(เขมร)แล้ว  ยังอาจจะมีผู้มองไม่เห็นความสำคัญอีกด้วย นั่นคือ พีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์
        พีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือ ពិធីបុណ្យប៉ង់អកព្រះខែ  เป็นคำภาษาเขมร  คำว่า บนเป็นคำนามภาษาขแมร์ท้องถิ่น แปลว่า บุญ ในตำราโบราณนิยมเขียนว่า បុណ្យ ซึ่งเป็นคำมาจากภาษาสันสกฤตว่า ปุณฺย นั่นเอง

คำว่า “ป็องออก” หรือ “ป็องเอาะ” หรือ ប៉ង់អក เป็นคำกริยาภาษาขแมร์(เขมร)ท้องถิ่นนี้ มีความหมายตรงกับภาษาไทยว่า ป้อน เป็นคำกริยา ได้แก่การหยิบอาหารหรือ สิ่งของเข้าไปในปาก เช่นการป้อนข้าวลูก เป็นต้น แต่สำหรับในที่นี้ เป็นการป้อนด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่  เพราะประกอบขึ้นมาจากคำ 2 คำ คือ คำว่า ป็อง หรือ ប៉ង់ เป็นคำกริยา แปลว่า กระทำด้วยความมุ่งมั่นและมีความแน่วแน่​​ ​​   คำว่า “ออก” หรือ “เอาะ” หรือ អក​ เป็นคำกริยาเช่นกัน ตรงกับคำในภาษาไทยว่า  ป้อน นั่นเอง
          ส่วนคำว่า “เปรียะฮ*แค” หรือ ព្រះខែ  เป็นคำนาม แปลว่าพระจันทร์ ที่คำภาษาไทยออกเสียงว่าพระ แต่พอเป็นภาษาขแมร์(เขมร)ท้องถิ่นอีสานใต้นี้ ออกเสียงว่า “เปรียะฮ*” เช่น พระพุทธ ชาวบ้านจะออกเสียงว่า /เปรียะฮ*-ปุด / เป็นต้น
          เมื่อนำเอาคำดังกล่าวข้างต้นมาประสมกันว่า พีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือ ពិធីបុណ្យប៉ង់អកព្រះខែ  จึงแปลว่า พิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์  เป็นประเพณีโบราณของคนไทยในท้องถิ่นที่พูดภาษาขแมร์(เขมร)แถบจังหวัดอีสานใต้ เช่น สุรินทร์ และศรีสะเกษ เป็นต้น​​ ซึ่งกำหนดทำกันในวันเพ็ญเดือน 12 (ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12) ของทุกปี ​​ และทราบมาว่าที่ประเทศกัมพูชาก็ยังพบทำพิธีนี้ อยู่ทั่วไป ซึ่งชาวกัมพูชาเรียกว่า ពិធីសំពះព្រះខែ និងអកអំបុក/ ปิ-ที-ซ็อมเปียะฮ*-เปรียะฮ*-แค-เนิง*-เอาะ–อ็อม-บก/
          ตามตำนานนิทานว่า ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนๆมีชาติหนึ่งพระองค์เสวยพระชาติเป็นกระต่ายที่ชื่อว่า “สสบัณฑิต” เป็นกระต่ายที่รักษาศีล และมีจิตที่มุ่งจะทำทานเป็นอย่างยิ่ง    พระองค์ได้อธิษฐาน รักษาศีล และบำเพ็ญบารมีเพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

          วันหนึ่งเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง กระต่าย “สสบัณฑิต” ก็ตั้งใจว่าวันนี้จะทำทานแก่คนที่พบเจอ  และเนื่องจากรักษาศีลจึงไม่ขโมยของชาวบ้าน ประกอบกับไม่สามารถหาอาหารบริเวณนั้นได้กระต่ายสสบัณฑิตจึงตั้งใจว่า หากวันนี้เจอใครก็จะอุทิศชีวิตโดนเข้ากองไฟมอบร่างกายเป็นอาหาร  เรื่องนี้รู้ถึงพระอินทร์ท่านจึงแปลงกายลงมาเป็นพราหมณ์เฒ่าคนหนึ่งเพื่อทดสอบกระต่าย “สสบัณฑิต”  โดยมาขอมังสะ หรือเนื้อกระต่ายเพื่อบริโภคเป็นอาหาร

          กระต่ายพระโพธิสัตว์จึงได้ให้พราหมณ์(พระอินทร์ที่ปลอมตัวมา)ผู้นั้นก่อไฟให้ลุกแรงโชติช่วง แล้วกระต่ายพระโพธิสัตว์ ได้สลัดตัวเองสามครั้งเพื่อให้หมัดที่เกาะติดอยู่ที่ขนหลุดออกหมด เสร็จแล้วก็ได้กระโดดเข้าไปในกองไฟ แต่ว่าไฟนั้นก็กลับไม่ลุกไหม้รุนแรง และกลายเป็นกองไฟที่เย็นและไม่เผาไหม้ร่างกาย จึงทำให้กระต่ายสสบัณฑิตที่กระโดดเข้าไปไม่ได้รับอันตรายใดๆ

กระต่ายสสบัณฑิต(กระต่ายพระโพธิสัตว์)จึงถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ พระอินทร์ก็แสดงตัวแล้วบอกที่มาที่ไป กระต่ายสสบัณฑิตจึงได้ติเตียนพระอินทร์ที่ทำให้ตนไม่ได้ทำทานอุทิศชีวิตพระอินทร์ก็ยอมรับผิด และพระอินทร์ต้องการชดเชยความผิดพร้อมๆกับเชิดชูคุณงามความดีของกระต่ายสสบัณฑิต พราหมณ์ซึ่งเป็นพระอินทร์แปลงกายมาก็ได้อุ้มกระต่ายซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์นั้น เหาะขึ้นไปยังใจกลางพระจันทร์  และได้อธิษฐานและเนรมิตภูเขาบนพระจันทร์ ให้เป็นรูปกระต่าย และรูปกระต่ายนี้ก็จะอยู่ตลอดกัป(จนโลกแตก) และนั่นคือที่มาของรูปกระต่ายบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ส่องสว่างแก่สัตว์โลก  ที่เราท่านสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากพื้นโลก
          ในคืนบูรณมี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ชาวขแมร์(เขมร)แถบจังหวัดอีสานใต้ โดยเฉพาะ ในที่นี้คือ ชาวบ้านในเขตสังกัดวัดบ้านชำแระ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัด
ศรีสะเกษ   
นิยมเอาผลาหารซึ่งเป็นอาหารของพระองค์ขณะเสวยพระชาติเป็นกระต่ายนั้น ได้แก่ เผือก มะพร้าว กล้วย และที่ขาดไม่ได้คือ ข้าวเม่า มาทำบุญอุทิศถวายในช่วงกลางคืนของคืนวันพระจันทร์เต็มดวงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นช่วงวันที่พระจันทร์มีแสงสว่างมากที่สุด  ปรากฏรูปร่างและสามารถมองเห็นเป็นรูปกระต่ายพระโพธิสัตว์ได้ชัดเจนที่สุด  และนอกจากนี้ยังทำให้ผู้มาร่วมในพิธีสามารถมองเห็นหน้ากันได้ชัดเจนที่สุดอีกด้วย
ในพิธีป้อนข้าวพระจันทร์ จะมีการหยดน้ำตาเทียนลงบนใบตองสด เพื่อเสี่ยงทายดูน้ำฝนของปีแต่ละปี หลังจากนั้นก็จะพากันทำพิธีป้อนข้าวโดยขณะที่กำลังทำพธีฯอยู่นั้น  ชาวบ้านทุกคนก็จะขอพรให้มีสุขความเจริญในชีวิตตนเอง  ครอบครัว และความสงบสุขในชุมชนของตน ตามประเพณีโบราณที่ปฏิบัติต่อๆกันมา
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนการประกอบพิธีฯนี้
         
1. ชายหนุ่ม 4 คน
          2. สาววัยรุ่น 4 คน
          3. ครกซ้อมข้าว หรือครกตำข้าว 2 ลูก
          4. สากไม้ซ้อมข้าว 1 อัน(ยาวประมาณ 1 วาเศษ)
          5. เทียนขี้ผึ้งแท้ 8 เล่ม(ขนาดเท่ากัน)

          6
. ข้าวเม่า 2 จาน
         7. มะพร้าวอ่อน 2 ลูก
         8. กล้วยสุก 8 ลูก
         9. ใบตองกล้วย 2 ก้าน
         10. ช้อน  2 คัน
          ก่อนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ  เดือน 12  กรรมการวัดหรือผู้ใหญ่บ้านจะประกาศผ่านทางหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านได้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 – 3 วันเพื่อย้ำเตือนชาวบ้านไม่ไห้ลืมที่จะมาร่วมกันทำพิธีนี้  (แต่ในความจริงแล้วชาวบ้านจะเข้าใจและจดจำได้
อยู่แล้ว)
          เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 พระภิกษุสงฆ์ กรรมการวัด ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านจะพากัน  จัดเตรียมสถานที่ เช่นปัดกวาดสนามบริเวณวัดทั่วไป  บริเวณหน้าพระอุโบสถ  ประดับประดาให้สวยงาม ปูเสื่อสาดอาสนะ ตั้งโต๊ะหมู่บูชาให้เรียบร้อย  ติดตั้งเครื่องขยายเสียงและไฟแสงสีไว้ให้พร้อม
          หลังจากนั้น ชาวบ้านก็จะพากันออกไปเกี่ยวข้าวที่ออกรวงและพร้อมจะทำเป็นข้าวเม่าจากนาของตนเอง แต่ถ้าที่นาของใครยังไม่ออกรวงก็จะขอ หรือยืมจากนาพี่น้อง หรือคนอื่น หรืออาจจะขอซื้อจากคนอื่นก็ได้  เพราะชาวบ้านถือกันว่า ทุกครัวเรือนจะต้องได้เข้าเม่านำไปวัดเช่นครัวเรือนอื่นเขา
          หลังจากรับประทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะคั่วข้าวเม่า คั่วเสร็จก็จะซ้อมข้าวเม่าใส่จาน หรือกาละมังเอาไว้ และนอกจากนี้ก็ยังเตรียมกล้วยสุกไว้ด้วย
          เวลาประมาณ 20.00 น. (สองทุ่ม) ที่วัดก็จะเปิดเครื่องขยายเสียงประกาศประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทราบ  บรรดาหนุ่มสาว และเด็กๆ ก็จะพากันออกไปวัด และมีการละเล่นร่วมกัน เช่น เล่นสะบ้าบ้าง วิ่งไล่จับกันบ้าง เล่นชักเย่อกันบ้าง  ตามประสาของวัยชอบสนุกสนาน จนบางครั้งส่งเสียงดังเกรียวกราวทั่วลานบริเวณวัด
          ส่วนกรรมการวัด ทายกวัดและกรรมการหมู่บ้านก็จะต้องประกอบพิธีฯให้พร้อม เช่น ตั้งบาตรพระไว้ 8 ลูก เพื่อไว้ให้ชาวบ้านได้ทำบุญตักบาตร  และข้างๆบาตรพระทั้ง 8 ลูกนี้เองก็จะมีกาละมัง หรือถุงปุ๋ยใบใหญ่ เผื่อชาวบ้านทำบุญตักบาตรเต็มบาตรจะได้ถ่ายออกได้สะดวก
          ประมาณ 4 ทุ่มหรือ 22.00 น. ชาวบ้านพร้อมกันที่พระอุโบสถ และนิมนต์พระภิกษุสงฆ์สามเณรมาบริเวณลานประกอบพิธี เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วทายกวัดหรืออาจารย์ผู้นำประกอบพิธีก็จะนำพาชาวบ้านไหว้พระรับศีล  อาราธนาพระปริตร และพระภิกษุสงฆ์เจริญพุทธมนต์ (ควรสวด จันทปริตตปาฐะ ด้วย)   ต่อด้วยสวดถวายพรพระหรือสวดตักบาตร ซึ่งถึงบทนี้ชาวบ้านก็จะพากันลุกขึ้นเอาข้าวเม่า  ไปทำบุญตักบาตรที่บาตรพระทั้ง 8 ลูกที่ได้เตรียมไว้ 
          พอถึงเวลาใกล้ๆ เวลา 24.00 น. หรือ 6 ทุ่ม กรรมการวัดก็จะเอาครกตำข้าวและสาก และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เตรียมไว้ไปจัดตั้งไว้ที่สนามกลางแจ้ง เพราะพิธีฯนี้ต้องทำกลางแจ้ง โดยเฉพาะหน้าพระอุโบสถของวัด โดยตั้งครกตำข้าวลูกหนึ่งไว้ทางทิศเหนือ  และอีกลูกหนึ่งไว้ทางทิศใต้ ระยะห่างกันประมาณ 1 เมตรเศษ เอาสากซ้อมข้าววางพาดไว้ที่ปากครก แล้วเอาเทียนขี้ผึ้งแท้ขนาดยาวเท่ากันทั้ง 8 เล่ม  ติดกับสากซ้อมข้าว ตั้งชันขึ้น แล้วเอาใบตองกล้วยมา 2 ก้านวางกับพื้นใต้สากระหว่างครกตำข้าทั้งสอง เพื่อรองรับน้ำตาเที่ยนซึ่งจะหยดลง  และจัดหนุ่ม-สาววัยรุ่นจำนวน 8 คนที่คัดเลือกไว้ออกเป็นคู่ๆ(ชาย 1 หญิง 1) รวม 4 คู่ โดย 2 คู่แรกให้จับสากด้านทิศเหนือ และอีก 2 คู่ที่เหลือให้จับสากด้านทิศใต้   ให้ชายหญิงแต่ละคู่เอาช้อนตักข้าวเม่าในจานที่เตรียมไว้ป้อนซึ่งกันและกัน กล่าวคือ เพศชายป้อนเพศหญิง และเพศหญิงป้อนเพศชาย และเมื่อป้อนข้าวเม่าเสร็จแล้วก็จะป้อนกล้วยสุกกันต่อ และดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนอีกด้วย
          หลังจากนั้นเงยดูพระจันทร์บนท้องฟ้า เห็นพระจันทร์อยู่ตรงตำแหน่งตรงศรีษะพอดี ให้จุดเทียนขี้ผึ้งแท้ทั้ง 8 เล่ม ยื่นให้หนุ่มสาวทั้ง 8 คน ไปติดไว้ที่สากตำข้าว เมื่อเทียนขี้ผึ้งทุกเล่มลุกติดไฟพร้อมแล้ว  ก็ให้หนุ่มสาวจับสากหมุนเวียนขวาขึ้นลงอย่างช้าๆ พระภิกษุสงฆ์สามเณรจะสวดชัยมงคลคาถา(ชยันโต) สวดจนกว่าเทียนขี้ผึ้งแท้จะลุกไหม้หมด ซึ่งขณะที่หมุนสากลง น้ำตาเทียนก็จะหยดตกลงไปยังใบตองที่อยู่ด้านล่าง ให้หมุนไปเรื่อยๆจนกว่าเทียนขี้ผึ้งแท้ทุกเล่มจะดับหมด และหยุดหมุนสาก แล้วพระภิกษุสงฆ์สามเณรก็จะสวดต่อด้วยบท ภาวะตุ สัพพะมังคลัง ฯ
          เทียนขี้ผึ้งแท้ทั้ง 8 เล่มที่ติดบนสากตำข้าวนั้น เป็นเครื่องที่แสดงถึงการเสี่ยงทายฟ้าฝนของเดือนที่จะมีฝนตกทั้ง 8 เดือนในแต่ละปี โดยเริ่มนับเอาเดือน 5 ตามปีจันทรคติ ถึงเดือน 12 โดยกำหนดเริ่มจากเที่ยนขี้ผึ้งแท้เล่มแรกที่อยู่ทางทิศใต้  เป็นเดือน 5 และเล่มต่อมาเป็นเดือน 6 ,7 ,8 , 9 , 10 ,11 และ 12  ตามลำดับ เหตุผลที่ต้องนับโดยเริ่มต้นจากทางทิศใต้ เพราะในช่วงฤดูฝนลมมรสุมจะพัดจากทางทิศใต้ไปยังทางทิศเหนือ นั่นเอง
         
ข้อสังเกตในการเสี่ยงทาย หรือพยากรณ์ฟ้าฝน
          ให้สังเกตว่าเทียนขี้ผึ้งแท้เล่มใดไฟลุกไหม้แรก หรือค่อย เล่มใดมีลมพัดแรงหรือค่อย หรือเล่มใดทีไม่มีลมพัดเลย ถ้าเล่มที่ 1 เทียนขี้ผึ้งแท้ลุกติดแรง  แสดงว่า เดือน 5 จะมีฝนตกหนัก ให้ชาวไร่ชาวนาเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำนา  และถ้าเล่มที่ 2(เดือน 6) ลุกไหม้แรงและมีลมพัดแรงด้วย แสดงว่า เดือน 6 จะมีฝนตกหนักและมีลมแรง  แต่ถ้าเทียนขี้ผึ้งแท้เล่มใดติดไฟแต่ไม่ลุกไหม้แรง  ก็แสดงว่า เดือนนั้นๆจะแล้ง หรือไม่ค่อยมีฝนตก  จากที่ชาวบ้านเคยทำและสังเกตมาจะมีความแม่นยำสูง และไม่ค่อยจะผิดพลาดเท่าไรนัก
          สำหรับน้ำตาเทียนที่หยดลงบนใบตอกล้วยนั้น ถือว่าเป็นของดี  สามารถเอาไปให้หมอเสน่ห์ทำขี้ผึ้งเสนห์ให้โดยนำเอาไปผสมกับน้ำมันจันทน์ทาสีที่ริมฝีปาก ทาหน้า เป็นเสน่ห์ให้คนรักคนชอบดีนักแล  ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะรอคอยช่วงจังหวะนี้เพื่อจะยื้อแย่งเอาน้ำตาเทียนกันจนชุนละมุนวุ่นวายกันไปหมด
เมื่อพีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์​​ เสร็จสิ้นลง พระภิกษุสงฆ์สามเณรก็จะสวดมนต์ให้พรบท ยถา สัพพีฯ แล้วชาวบ้านก็กราบลาพระภิกษุสงฆ์ และมุ่งหน้าออกเดินทางกลับสู่บ้านเรือนของตนเพื่อนอนหลับพักผ่อนต่อไป
ถ้าเราจะพิจารณาถึงเหตุผลของประเพณี โดยเฉพาะพีธีบนป็องออกเปรียะฮ*แค หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์ นี้กันให้ลึกซึ้งแล้ว ต้องยอมรับว่าบรรพบุรุษที่นักปราชญ์หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความเฉลียวฉลาดมากที่สามารถคิดค้นพิธีฯนี้ขึ้น ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญและอนุรักษ์ให้คงอยู่ตลอดไป กล่าวคือ
1. เป็นไปตามคติธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญให้ทาน หมายความว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ มีอาชีพในการทำไร่ทำนาหรือเป็นเกษตรกรเช่นเดียวกับศากยตระกูลของพระพุทธเจ้า เมื่อเกี่ยวเกี่ยวผลผลิตจากการทำไร่นาแล้ว ก็จะแบ่งส่วนหนึ่งซึ่งเป็นผลผลิตที่ออกใหม่ ก่อนที่จะนำมารับประทานเองในครัวเรือนเพื่อไปทำบุญถวายพระภิกษุสงฆ์สามเณร เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง
ในสมัยโบราณ ชาวบ้านนิยมทำบุญให้ทานเกี่ยวกับข้าวหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่พอข้าวออกรวงเป็นน้ำนมเป็ด ชาวบ้านก็จะไปเอารวงข้าวมาทำเป็นข้าวมธุปายาสทำบุญครั้งหนึ่ง    พอข้าวแก่พอ    จะเป็นข้าวเม่า ก็จะทำข้าวเม่าไปถวายพระภิกษุสามเณร ครั้งหนึ่ง        จะลงมือเกี่ยวข้าวก็ทำบุญครั้งหนึ่ง ขนข้าวเข้าลานก็ทำบุญครั้งหนึ่ง เวลานวดข้าวก็ทำบุญครั้งหนึ่ง จนกระทั้งขนข้าวขึ้นฉางก็ทำอีกครั้งหนึ่ง
๒. ภูมิประเทศบางแห่งเป็นที่ราบสูง ไม่มีแม่น้ำลำคลอง จะจัดประเพณีลอยกระทงอย่างภาคเหนือภาคกลาง ก็ไม่ได้ แต่ปัจจุบันมีการจัดงานลอยกระทงอยู่ทั่วไป โดยการลอยในสระเล็กๆ หมุนเวียนอยู่ในสระ ซึ่งจริงๆแล้วต้องลอยในแม่น้ำสายใหญ่ เพื่อให้กระทงล่องลอยไปนมัสการพระพุทธบาทที่นัมมะทานที  ซึ่งมีแต่ทำให้เกิดมลภาวะและทำให้สระตื้นเขินขึ้นทุกปี
๓. ชาวบ้านในสังกัดวัดบ้านชำแระและหลายหมู่บ้าน   ที่ยังคงการอนุรักษ์ประเพณีพีธีบน  ป็องออกเปรียะฮ*แค หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์ เป็นการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มรดกอันล้ำค่าของบรรพบุรุษแล้ว ยังเป็นการทำบุญตามคติธรรมทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นการเตือนสติชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรไม่ให้ประมาทในการประกอบอาชีพด้วยประการหนึ่ง
            พีธีบน  ป็องออกเปรียะฮ*แค หรือพิธีบุญป้อนข้าวพระจันทร์ ของชาวบ้านในสังกัดวัดบ้านชำแระ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ     ได้มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานเป็นระยะเวลากว่าชั่วอายุคน เพราะอิทธิพลในพระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกในดวงจิต และเป็นขวัญกำลังใจของชาวบ้านที่เป็นพุทธศาสนิกชน  โดยมีจิตรำลึกถึงพระพุทธเจ้าโดยมีรูปกระต่ายบนดวงจันทร์เป็นตัวแทน  ระลึกถึงพระพุทธองค์ครั้งที่ยังเสวยพระชาติเป็นกระต่ายโพธิสัตว์ ซึ่งได้อธิษฐาน รักษาศีล และบำเพ็ญบารมีอย่างมากมายมหาศาล   มากจนพร้อมจะสละชีวิต เพื่อให้ได้ตรัสรู้  เพื่อจะได้คำสั่งสอนที่เราศึกษา และเคารพนับถือกันอยู่ทุกวันนี้   และเอาพระพุทธองค์องค์เป็นแบบอย่างในการทำดีละชั่ว และเป็นผู้นำทางสู่การหมดสิ้นกิเลส   ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่าพุทธานุสสติ เป็นการกระทำที่ได้บุญ และยังเป็นการช่วยเตือนสติเราเองไม่ให้ประมาทในการดำเนินชีวิตตลอดไป







คาถาอาราธนาพระจันทร์
   
ฉบับภาษาท้องถิ่นขแมร์(เขมร)ล้วน ว่า  “ โอม ปึมๆเปียมๆ , เปรียะฮ*จันทร์โทรา , เปรียะฮ*จันทร์โทเร็ย , เปรียะฮ*อ็องก็วง*-เมียน,-ปนลือ พลือถลา, จบะฮ* ตูเตียงแดนเด็ย อุด็อม บอเระโบร* เติว* โดย*วิเมียนเมียะฮ*”
  ต่อด้วย ทุติยัมปิ .........​​​​และทุติยัมปิ.........ตามลำดับ

              ฉบับภาษาท้องถิ่นขแมร์(เขมร)ปนภาษาไทย ว่า “โอม ปึมๆเปียม พระจันทร์โทรา พระจันทร์โทรัย พระองค์คงชัด  รดราดภิรมย์ พระจันทร์อุดมไปด้วยวิมานมาส”
               ต่อด้วย ทุติยัมปิ .........​​​​และทุติยัมปิ.........ตามลำดับ

...............................................................................................................

เรียบเรียงและปรับปรุงเนื้อหา...นายสุเพียร  คำวงศ์ กรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
                                                                    ฝ่ายประชาสัมพันธ์
(19 มิถุนยายน 2556)
ตรวจ/ทาน
...นายประสาธน์   ศรีจักร   ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์
                ...นางวันเพ็ญ  แผ่นเงิน   เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์

ขอบคุณที่มา ไฟล์ และเอกสารอ้างอิง
หนังสือศาสนพิธี ประเพณีท้องถิ่นต่าง ๆวัดสำโรงสูง ตำบลสะเดาใหญ่           อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ.2545.
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.2556 .ประเพณีปังออก
          เปรียะแค
.(ออนไลน์).แหล่งที่มา : http://www.m-ulture.in.th/album/101585.
          19 มิถุนายน  2556

Youtube : TARA keo.2013.ប្រវត្តិនៃពិធីបុណ្យអុំទូក បណ្តែតប្រទីប សំពះព្រះខែ និងអកអំបុក.( Online). Source : http://www.youtube.com/watch?v=AWB70B9uXAY. June 19th,2013.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร.089-7202420
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการ/ประชาสัมพันธ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร. 098-5869569
สนับสนุนเวปไซต์ โดย...
เที่ยวนครวัด-นครธม ประหยัดและปลอดภัย
สนใจติดต่อโทร. 098-5869569

โรงแรมระนารีสอร์ท - RANA RESORT HOTEL
ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 220 ตำบล ดองกำเม็ด
อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 879658050

ระเบียงน้ำรีสอร์ท - RABIANG NAM RESORT
ตำบล ดองกำเม็ด อำเภอ ขุขันธ์
จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 45671763

บ้านสวนศรีสุภาพ - BAN SUAN SI SUPHAP
ตำบล ห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์
จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 45671666

โรงแรมตั้งใจรีสอร์ท - TANG CHAI RESORT
ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 220 ตำบล หนองฉลอง
อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66)