ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เมืองขุขันธ์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

เมืองขุขันธ์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย


           เมืองขุขันธ์  ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.. ๒๓๐๒ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตรงกับรัชสมัยพระที่นั่งสุริยามรินทร์หรือพระเจ้าเอกทัศน์  กษัตริย์องค์สุดท้าย   บริเวณที่ตั้งเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์  เมืองสังขะ  ก่อนตั้งเป็นเมืองยังคงเป็นป่าดงพงพี  มีชุมชนเขมร กูย หรือกวย อาศัยอยู่เป็นกลุ่มๆ มากบ้างน้อยบ้าง  กระจัดกระจาย อยู่ห่างกันระยะทางเดินเข้าหมู่บ้าน ๑ คืน ๒ คืนและ ๔-๕ คืนบ้าง  นักโบราณคดี มีความเห็นว่าดินแดนแถบนี้ น่าจะเคยเป็นบริเวณที่อยู่ในการปกครองของอาณาจักรขอมโบราณ หรือ เขมรโบราณ  มาก่อน เพราะมีหลักฐานเป็นโบราณสถาน  เช่น  ปรางค์กู่ หรือปราสาทบ้านกู่ ปราสาทสมอ  ประสาทตาเล็ง  เป็นต้น

          เมืองขุขันธ์ในอดีตเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีอาณาเขตที่กว้างขวางมาก  คือ  มีอาณาบริเวณ ครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเดชอุดม  อำเภอน้ำยืน  จังหวัดอุบลราชธานี และ เมืองมโนไพร ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน เมืองขุขันธ์ในอดีตเป็นเมืองใหญ่ที่สำคัญ จึงมีบทบาททางการเมืองการปกครองที่สำคัญเมืองหนึ่ง  เมื่อเริ่มตั้งเมืองให้ขึ้นต่อเมืองพิมาย  และต่อมาได้ยกฐานะให้ขึ้นต่อกรุงเทพมหานคร

          การปกครอง เมืองขุขันธ์ในอดีต  ปกครองแบบเมือง หัวเมืองชั้นนอก  โดยระบบ  "จตุสดมภ์ "   มีประชาชน ประกอบด้วย เผ่าชนเขมร  เผ่าชนกูยหรือกวย เผ่าชนลาว และเผ่าชนเยอ เนื่องด้วยในอดีตเผ่าชนต่างๆ มีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว  ซึ่งเหตุผลการเคลื่อนย้ายก็แตกต่างกันไป    โดยอพยพเคลื่อนย้ายไปเป็นกลุ่มๆ  กลุ่มใหญ่บ้าง กลุ่มเล็กบ้าง  บางกลุ่มก็ตั้งเป็นชุมชนของเผ่าชนตนเอง  หรือ บางกลุ่มก็อพยพโยกย้ายไปสมทบกับกลุ่มชนเผ่าชนอื่นๆ ที่มีหลักแหล่งอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามเพื่อยกฐานะเป็นเมือง จึงต้องรวมอยู่ในการปกครองเดียวกันซึ่งจะกล่าวถึง ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นต้นมา

          ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   ราชอาณาจักรไทย  ได้แผ่ขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางมาก  โดยครอบคลุมถึงอาณาจักรลาว และอาณาจักรกัมพูชา ในฐานะประเทศราช  อาณาจักรลาวมีศูนย์กลางปกครองที่นครเวียงจันทน์  ซึ่งในปี พ.. ๒๑๐๓ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้สร้างนครเวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงของอาณาจักร ซึ่งกษัตริย์ของอาณาจักรลาวพระองค์นี้ เมื่อครั้งไทยทำศึกสงครามกับพม่า ได้ยกกองทัพมาช่วยไทยรบด้วย

          ปี พ.. ๒๒๕๗  ราชสำนักนครเวียงจันทน์  เกิดการแย่งชิงอำนาจการปกครองกันเอง ทำให้อาณาจักรลาว  เกิดการแตกแยก  ออกเป็น  ๓  ฝ่าย เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน คือ  อาณาจักรหลวงพระบาง  อาณาจักรเวียงจันทน์  และอาณาจักรจำปาศักดิ์ จากเหตุการณ์ แย่งอำนาจกันเองของอาณาจักรลาวในครั้งนี้ทำให้ชาวลาวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดยราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็ก  พร้อมด้วยภิกษุสามเณร และกลุ่มข้าทาสบริพารได้อพยพโยกย้ายหนีย้ายลงทางใต้  ผ่านทางพระธาตุพนมเลยลงไปจนถึงเมืองเขมร     ต่อมาได้อพยพเคลื่อนย้ายกลับมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองจำปาศักดิ์

          เมืองจำปาศักดิ์ เป็นเมืองเสมือนเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองอัตบือแสนแปง หรือแสนปาง  ต่างก็เป็นเมืองที่อยู่ในการปกครองของพวกลัวะข่า  ซึ่งขณะนั้นเมืองจำปาศักดิ์ ปกครองโดยนางแพง   มีบรรดาศักดิ์เป็น  " เจ้าหญิงลัวะข่า " ลูกผสมเป็นธิดาของนางเพา เจ้าหญิงลัวะข่าแท้ๆ กับเจ้าคำนางหรือเจ้านางคำ  ด้วยคุณงามความดีของเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็ก นางแพงจึงมอบอำนาจการปกครองครองเมืองจำปาศักดิ์  ให้เจ้าราชครูหลวงด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ  เจ้าราชครูหลวงจึงได้อัญเชิญหน่อเชื้อพระวงศ์จากเวียงจันทน์   คือ  เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร  ขึ้นปกครอง  เมืองจำปาศักดิ์แทนนับแต่  .. ๒๒๖๑ - ๒๒๘๑

           การแยกเป็นเมืองอิสระ ของอาณาจักรลาวครั้งนี้ทำให้ทั้ง  ๓ เมือง เกิดการแย่งชิงการครอบครองเมืองต่อกัน  โดยต่างฝ่ายพยายามที่จะสะสมและสร้างแสนยานุภาพ ของเมืองตนเอง  เพื่อไว้ต่อสู้และป้องกันการรุกรานจากเมืองอื่น ทำให้วิถีความเป็นอยู่และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้องระหว่าง ชาวเมืองจำปาศักดิ์กับชาวเมืองอัตปือที่มีอย่างแนบแน่น มีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป  อันเนื่องจากกษัตริย์ลาวผู้ครองเมืองจำปาศักดิ์บีบคั้นบังคับให้เมืองอัตปือแสนปาง  ส่งช้าง  ม้า เพื่อสร้างกองทัพให้ได้ตามต้องการ  ทำให้ชาวเมืองอัตปือแสนปาง ประกอบด้วย เผ่าชนชาวกูยหรือกวย และเขมร ทนต่อการถูกบังคับไม่ไหว จึงได้อพยพโยกย้ายหนีข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่ง สมทบอยู่รวมกับ  เขมร และกูยหรือกวย ดั้งเดิมและบางส่วนได้รวมกลุ่มตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนของตนเอง  ตามบริเวณป่าดงดิบในดินแดนแถบอีสานใต้  อันได้แก่  พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์และบางส่วนของนครราชสีมา

          เมื่อเจ้าสร้อยศรีสุนทรพุทธากูร  ได้ปกครองเมืองจำปาศักดิ์แล้ว ต่อมาเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็กจึงขยายอำนาจโดยแต่งตั้งชาวลาวที่มีความรู้ความสามารถออกไปปกครอง เมืองลัวะข่าต่างๆ    ภายในเขตเมืองจำปาศักดิ์ เช่น  ส่งจารย์ฮวด เป็นเจ้าเมืองสี่พันดอน ให้ท้าวมั่น ปกครองเมืองสาละวัน    ให้จารย์แก้วปกครองเมืองสุวรรณภูมิ  เป็นต้น

          ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การอพยพเคลื่อนย้ายของเผ่าชนต่างๆ ไม่ว่า ลาว  เขมร  กูยหรือกวย  ต่างก็มีเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน  คือ เพื่อหาความเป็นอิสระและหาแหล่งที่อยู่ที่อุดมสมบูรณ์ในการตั้งถิ่นฐาน  โดยได้แยกย้ายกันตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่ม  บางกลุ่มตั้งชุมชนในกลุ่มของตนเองขึ้นใหม่  บางกลุ่ม ก็นำกลุ่มเข้าสมทบอยู่ร่วมกับชุมชนกลุ่มอื่น  ซึ่งมีกลุ่มชนเขมรป่าดงดั้งเดิมที่สำคัญ ประกอบด้วย
        กลุ่มที่ ๑  มีหัวหน้า ชื่อ  " เชียงปุม " มีหลักแหล่งอยู่ที่บ้านเมืองที ( จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน )
       กลุ่มที่ ๒ มีหัวหน้าชื่อ " เชียงสี " มีหลักแหล่งอยู่ที่บ้าน กุดหวาย ( ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอรันตบุรี จังหวัดสุรินทร์ )
        กลุ่มที่ ๓  มีหัวหน้าชื่อ  ตากะจะและเชียงขัน  มีหลักแหล่งอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน(บริเวณใกล้ปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน หรือปราสาทกุด วัดบ้านเจ็ก อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน)
        กลุ่มที่ ๔  มีหัวหน้าชื่อ "เชียงฆะ" หรือ "เชียงเกา" มีหลักแหล่งอยู่บ้านอัจจะปะนึง ( อำเภอสังขะ ในปัจจุบัน )
        กลุ่มที่ ๕  มีหัวหน้าชื่อ "เชียงไชย"มีหลักแหล่งอยู่บ้านจาระพัด (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์)

           สำหรับกลุ่มชนต่างๆ ที่อพยพย้ายถิ่นไม่ว่าจะอพยพมาก่อน หรืออพยพมาหลังก็ตามต่างก็มีความผูกพันธ์กัน ในทางการประกอบอาชีพ และเชื้อสาย โดยเฉพาะกลุ่มชนชาวเขมร และกลุ่มชนชาวกูย หรือกวย  ต่างก็มีความชำนาญในการคล้องช้าง จับช้างป่า มาใช้งานทำการเกษตร หาของป่าบริโภค  ประกอบกับภูมิภาคแถบนี้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์  จึงทำให้มีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด เช่น ช้าง  เก้ง  กวาง ละมั่ง โคแดง  ฯลฯ ซึ่งเหมาะกับความถนัดในการที่จะประกอบอาชีพอย่างยิ่ง และเนื่องจากหัวหน้ากลุ่มชนที่สำคัญทั้ง ๕  คน ต่างก็สืบเชื้อสายเผ่าพันธ์ชาวเขมรป่าดงด้วยกันทั้งสิ้น แม้จะแยกย้ายกันอยู่เป็นกลุ่มๆ คนละแห่งอย่างอิสระ   แต่ก็มีความผูกพันไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

            ในปีพุทธศักราช 2302 ตรงกับรัชสมัยในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หรือ   สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นปลายรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.. ๒๓๑๐ ) ได้เกิดเหตุอันไม่คาดฝัน กล่าวคือ ได้มีพญาช้างเผือกแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ตกมัน แตกโรงช้างหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา เตลิดหนีไปทางทิศตะวันออกโดยผ่านดินแดนแถบเทือกเขาดงพญาไฟ เข้าสู่เขตเทือกเขาพนมดงรัก  พระเจ้าเอกทัศน์ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สองพี่น้องซึ่งเป็นทหารเอกในสมัยนั้น  (ทองด้วง กับ บุญมา  หรือต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท)  คุมไพร่พลจำนวน ๓๐ คน ออกติดตามพญาช้างเผือก นำกลับกรุงศรีอยุธยา โดยคณะผู้ติดตามได้เดินทางถึงเมืองพิมาย เจ้าเมืองพิมายได้นำคณะผู้ติดตาม ไปพบและขอความร่วมมือช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้านเขมรป่าดง  คือ เชียงสี  เชียงปุม  เชียงไชย และเชียงฆะ หรือ เชียงเกา   แต่ก็มิได้ข่าวคราวการหนีมาของพญาช้างเผือกมงคลแต่ประการใด  ดังนั้น หัวหน้าหมู่บ้านกลุ่มชนดังกล่าวจึงได้นำคณะผู้ติดตามไปพบเพื่อขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าเขมรป่าดง แห่งบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน คือ  "ตากะจะ  และเชียงขัน"   จึงได้ทราบว่ามีพญาช้างเผือกหนีมาอาศัยในเขตพื้นที่บริเวณเทือกเขาพนมดงรักจริง

          ตากะจะ  และเชียงขัน ร่วมกับหัวหน้ากลุ่มชนเขมรป่าดงทั้ง ๕ กลุ่มชน จำนวน ๖ ท่าน  โดยมีตากะจะผู้อาวุโสเป็นผู้ประชุมวางแผนแล้วสั่งลูกบ้านเตรียมตัวออกค้นหาโดยใช้เวลา 3 วัน ก็สามารถจับพญาช้างเผือกได้    ป่าเชิงเขาพนมดงรัก แล้วนำมามอบให้คณะผู้ติดตามนำพญาช้างเผือกมงคลกลับกรุงศรีอยุธยา  โดยหัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  ๖ ท่าน ได้ร่วมเดินทางกับคณะนำพญาช้างเผือกส่งถึงกรุงศรีอยุธยาด้วย 

          การที่หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง ๖ ท่าน ได้ช่วยเหลือคณะผู้ติดตามจนสามารถจับพญาช้างเผือกกลับกรุงศรีอยุธยาได้ในครั้งนี้ สองพี่น้องหัวหน้าคณะผู้ติดตามได้กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ฯ ให้ทรงทราบถึงการติดตามจับพญาช้างเผือกมงคลกลับกรุงศรีอยุธยาได้ในครั้งนี้  ได้รับการช่วยเหลือจากหัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง ๖ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ  จึงชื่นชมในคุณงามความดีที่หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง    ได้มีต่อกรุงสยาม  จึงโปรดเกล้า ฯ  พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง    ท่าน ตามลำดับ  ดังนี้ 

. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  ตากะจะ   เป็น "หลวงแก้วสุวรรณ "
. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงขัน  เป็น  "หลวงปราบ "
. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงปุม  เป็น  "หลวงสุรินทร์ภักดี "
. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงฆะหรือ เชียงเกา  เป็น  "หลวงเพชร "
. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงสี    เป็น  "หลวงศรีนครเตา "
. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงไชย เป็น  "ขุนไชยสุริยงค์"

        โดยให้ทั้ง    เป็นนายกองฐานะรับราชการขึ้นกับเมืองพิมาย  โดยอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา   เป็นการมอบอำนาจแก่หัวหน้าหมู่บ้าน "เขมรป่าดง"  ควบคุมปกครองดูแลสมัครพรรคพวกและลูกบ้านตนเองเพื่อเตรียมการยกฐานะชุมชนหมู่บ้านขึ้นเป็นเมืองต่อไป  จากความกรุณาที่ได้รับโปรดเกล้าฯ  ในครั้งนี้ทำให้นายกองหัวหน้าหมู่บ้านทั้ง มีความภาคภูมิใจและดีใจอย่างสุดซึ่ง   จึงตั้งใจที่จะรวบรวมพรรคพวกให้เข้าเป็นลูกบ้านให้มากที่สุด  และด้วยความเป็นผู้นำสามารถที่จะปกครองลูกบ้าน ให้อยู่ดี  มีสุข กลุ่มชนมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

           ในปี พ.. ๒๓๐๖ หัวหน้าชุมชนทั้ง ๕ กลุ่ม จำนวน ๖ ท่าน ภายหลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ปกครองหมู่บ้านและได้สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้ชุมชน เจริญก้าวหน้าพอสมควรแล้ว ทุกคนได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้รวบรวมของป่า ได้แก่  งาช้าง  นอแรด  ขี้ผึ้ง  น้ำผึ้ง  ยางสน และ สิ่งของอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ร่วมกันนำกราบบังคมทูลเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ณ  กรุงศรีอยุธยา ต่างก็ได้กราบบังคมทูลถวายให้ทรงทราบถึงการปกครองดูแลหมู่บ้าน ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกองให้ทรงทราบถึงความเจริญก้าวหน้า    เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความตั้งใจในการที่จะปรับปรุงบ้านเรือนรวบรวมไพร่พล  มีจำนวนอันสมควรและได้แสดงความจงรักภักดีเช่นนี้แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะชุมชนหมู่บ้านขึ้นเป็นเมือง  โปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ผู้ปกครองชุมชนให้สูงขึ้น  ดังนี้

           ๑. ชุมชนบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองขุขันธ์” (ชุมชนบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน แท้ที่จริงก็คือเป็นชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมแถบบริเวณพื้นที่ทางทิศเหนือของอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนั่นเอง บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนหาใช่บ้านดวนใหญ่  อำเภอวังหิน  แต่อย่างใด และเมื่อยกฐานะขึ้นเป็นเมือง เรียกว่า  “เมืองขุขันธ์” หาใช่ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง เรียกว่า “เมืองนครลำดวน” อย่างที่เข้าใจไม่  ดังหลักฐานในพงศาวดารระบุไว้) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “หลวงแก้วสุวรรณ” (ตากะจะ)ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ในราชทินนาม “พระไกรภักดีศรีนครลำดวน” ตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์เป็นท่านแรก และต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นชั้น “พระยา” ในราชทินนาม “พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน” โดยมีที่ตั้งศาลาว่าราชการอยู่ที่เมืองขุขันธ์  ฐานะหัวเมืองชั้นนอก  ขณะนั้นขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย
            ๒. โปรดเกล้าฯให้ชุมชนบ้านเมืองทีได้รับยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองประทายมัน” (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น  เมืองสุรินทร์) ทรงโปรดเกล้าฯให้ “หลวงสุรินทร์ภักดี”(เชียงปุม) ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น  “พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง” ตำแหน่งเจ้าเมืองประทายสมันต์  
           ๓. โปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนบ้านอัจจะปนึง หรือบ้านโคกยาง ได้รับยกฐานะขึ้นเป็น "เมืองสังฆะ"  ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้ “หลวงเพชร” (เชียงฆะ หรือ เชียงเกา)ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น  “พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ” ตำแหน่ง  “เจ้าเมืองสังฆะ” 
           ๔. โปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนบ้านกุดหวาย ได้รับยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองรัตนบุรี” ทรงโปรดเกล้าฯให้ “หลวงศรีนครเตา” (เชียงสี) ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระศรีนครเตา” ตำแหน่ง “เจ้าเมืองรัตนบุรี”
           ส่วนอีกชุมชน คือชุมชนบ้านจารพัด ซึ่งมี “ขุนชัยสุรวงศ์”(เชียงไชย) ตำแหน่งนายกอง หมู่บ้านปกครองอยู่ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆว่า ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองและเลื่อนบรรดาศักดิ์หรือไม่อย่างไร ( กำลังสืบค้นและเผชิญสืบ)  

           โดยให้เมืองทั้ง ๔  ทำราชการขึ้นกับเมืองพิมายภายใต้พระราชอำนาจแห่งพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยา จากการได้ยกฐานะเมืองและได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพิเศษ เช่นนี้ ทำให้เจ้าเมืองทั้ง  ๔ ปิติยินดีอย่างยิ่ง ต่างก็มีความตั้งใจในการที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นระบบระเบียบขึ้น ให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ และปกครองบ้านเมืองโดยสุจริต  ยุติธรรม   สร้างความเจริญก้าวหน้าตามลำดับตลอดมา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นายขวัญชัย ไชยโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร.089-7202420
นายสุเพียร คำวงศ์ เลขานุการ/ประชาสัมพันธ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ โทร. 098-5869569
สนับสนุนเวปไซต์ โดย...
เที่ยวนครวัด-นครธม ประหยัดและปลอดภัย
สนใจติดต่อโทร. 098-5869569

โรงแรมระนารีสอร์ท - RANA RESORT HOTEL
ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 220 ตำบล ดองกำเม็ด
อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 879658050

ระเบียงน้ำรีสอร์ท - RABIANG NAM RESORT
ตำบล ดองกำเม็ด อำเภอ ขุขันธ์
จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 45671763

บ้านสวนศรีสุภาพ - BAN SUAN SI SUPHAP
ตำบล ห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์
จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66) 45671666

โรงแรมตั้งใจรีสอร์ท - TANG CHAI RESORT
ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 220 ตำบล หนองฉลอง
อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัด ศรีสะเกษ 33140 Tel: (+66)